การเลี้ยงผีขุนน้ำ

 

อนันต์ ดวงแก้วเรือน ผู้อาวุโสอธิบายว่า เป็นกุศโลบายของผู้เฒ่าผู้แก่ ในการดูแลรักษาต้นน้ำ ทำปีละครั้ง

ถามว่าเชื่อไหมเรื่องผี ลุงอนันต์ตอบ

“เชื่อว่าป่ามันอุดมสมบูรณ์ขึ้น”

ก่อนปี 2500 การเลี้ยงผีขุนน้ำของตำบลแม่ทาเริ่มจากชาวบ้านต้องการใช้น้ำในการเกษตร จึงยึดเอาการเลี้ยงผีขุนน้ำมาเป็นฐานในการแบ่งน้ำกันใช้ โดยจะมีการเก็บเงินคนที่ใช้น้ำเส้นแม่บอนทำการเกษตร เพื่อนำมาซื้อหมูเลี้ยงผี สมัยนั้นการเก็บเงินคิดเป็นต้างนา ต้างละ 50 สตางค์ แล้วก็ขึ้นมาเป็น 1 บาท 3 บาท ตามลำดับ (ปัจจุบันเก็บ 10 บาท) ผู้เข้าร่วมจะเป็นผู้ที่ได้ใช้ประโยชน์จากน้ำแม่บอน

ในวันแรม 9 ค่ำ เดือน 9 ของทุกปี ซึ่งตรงกับเดือนมิถุนายน ชาวบ้านจะมารวมตัวกัน ตรงที่เลี้ยงผีแม่แทน จะมีการพูดถึงกฎระเบียบการใช้น้ำ จะแบ่งน้ำกันยังไง ตกลงกันเพื่อแบ่งน้ำเข้านา เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีอ่างเก็บน้ำแม่บอน ต้องใช้คนไปแบ่ง ตอนนั้นมีลุงตาลุงน้อย คำควาย และคนอื่นๆ ที่ไปแบ่งน้ำให้

ในการประกอบพิธีกรรม นอกจากหมู 1 ตัวแล้ว มีเหล้าอีก 1 ขวด ข้าว ข้าวตอกดอกไม้ โดยคนตั้งข้าวที่ประกอบพิธีเป็นคนเตรียมไปเอง ตอนนั้นเป็นพ่อหลวงปั๋นแก้ว มีการอธิษฐานต่อผีขุนน้ำให้ปกปักรักษาแม่น้ำ ให้กินดีอยู่ดี อุดมสมบูรณ์ ทำนาก็ให้ได้ข้าว ด้านคนก็ให้อยู่ดีมีสุข อย่าได้มีโรคภัยไข้เจ็บอันใด เพราะสมัยก่อน เชื่อเรื่องอาถรรพ์ ใครที่เข้าไปที่แม่บอนแล้วป่วยเป็นไข้ ไม่รอดต้องตาย จะรอดตายมีน้อย หรือใครไปทำเกี่ยวกับไม้ หากโดนมีดบาดมา ก็ตายอย่างเดียว

คนที่ป่วยไข้จากแม่บอนมาอยู่บ้าน หมาก็จะเห่าหอน และคนป่วยจะอยากกินน้ำเย็นๆ ชาวบ้านก็จะรู้กันว่าคนป่วยไปโดนอะไรมา เพราะที่แม่แทนมีน้ำบ่ออยู่ที่ต้นไม้หัด ใครไปที่นั่นก็ไปพักดื่มน้ำที่นั่น

ปี 2500 ได้มีการสัมปทานป่าตำบลแม่ทาครั้งที่ 3 มีชาวบ้านส่วนหนึ่งนำโดย กำนันปา พ่อหลวงจันทร์ดี ที่ขอไว้ไม่ให้ทำสัมปทาน เพราะเป็นบริเวณป่าพิธีกรรมเลี้ยงผีขุนน้ำ กลัวว่าจะเกิดอาเพศเป็นภัยกับชาวบ้าน

ปี 2524 ได้มีการสร้างอ่างแม่บอนขึ้น ชาวบ้านจึงได้ย้ายที่เลี้ยงผีขุนน้ำไปที่ห้วยไม้ดำ คือที่ปัจจุบัน ซึ่งตอนนั้น ตรงอ่างแม่บอน เครื่องบินไม่กล้าบินผ่านเพราะกลัวผีเจ้าคำแดง เป็นผู้ที่มีเชื้อสายของเจ้าเชียงแสนเจ้าของเชียงใหม่

ปี 2535 ได้เกิดภัยแห้งแล้งทั่วไปในภาคเหนือ จากการที่สามารถปลูกข้าวทำนากันทั้งตำบล แต่กลับทำนากันได้แค่ หมู่ 2,3,4  ที่ได้น้ำจากอ่างแม่บอนในการทำการเกษตร ทำให้ชาวบ้านต้องมองย้อนกลับไปว่า เหตุผลที่ไม่ได้ทำนา มันเกิดจากใครทำ ทำไมถึงปลูกอะไรแล้วไม่ได้ผล เกิดจากใคร ชาวบ้านทำเพราะมีการตัดไม้ทำลายป่า ว่ากันมาว่า ทำไมถึงไม่มีฝน ไม่มีฝนเพราะ อะไร เพราะว่าไม่มีป่า ไม่มีป่าเพราะอะไร เพราะว่าป่าถูกทำลาย แล้วทำไมที่แม่แทนแม่บอนน้ำไม่แห้ง เพราะไม่โดนสัมปทานป่า ดังนั้นชาวบ้านก็เลยหันมารักษาป่า เพื่อมีป่าจะได้มีน้ำ มีน้ำแล้วชาวบ้านก็ทำมาหากิน เลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้

ในการประกอบพิธีการเลี้ยงผีจะแตกต่างจากเมื่อก่อน เพราะจำนวนคนเพิ่มมากขึ้น หมู 1 ตัวไม่เพียงพอสำหรับชาวบ้านที่เขามาร่วมงาน จึงต้องมีการซื้อเพิ่ม และได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการป่าตำบลแม่ทา ที่ทำงานให้กับโครงการต่างๆ ที่เข้ามาในตำบลแม่ทา

ปี 2536 ได้มีการขอให้มีผีเพิ่มอีก 3 ตน ที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำขุ่น หมู่ 4 แม่ปงกา หมู่ 5 แม่เลาะ หมู่ 7 โดยมีผีที่แม่บอนเป็นต้นแบบ เพื่อให้ชาวบ้านที่ได้ใช้ประโยชน์ จากแม่น้ำแต่ละเส้นได้ไปเลี้ยงผีขุนน้ำที่นั่น และช่วยกันรักษาทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ร่วมกันทั้งตำบลแม่ทา

ปี 2547 การเลี้ยงผีขุนน้ำได้สนับสนุนงบประมาณในการเลี้ยงผีขุนน้ำของแต่ละหมู่บ้านมาเป็นประจำทุกปี นายกกนกศักดิ์  ดวงแก้วเรือน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ทาเชื่อว่า นี่เป็นความเชื่อของชาวบ้าน และเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากร

มัทนา อภัยมูล ลูกไม้ใต้ต้นปราชญ์เกษตร

 

หนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ วันที่ 15 เมษายน 2555
เชาวลี ชุมขำ : รายงาน 

“ปราชญ์เกษตร” แห่งลุ่มน้ำแม่ทา อย่าง พัฒน์ อภัยมูล เกษตรกรน้ำดีของเมืองไทยคนหนึ่งที่บุกเบิกการทำเกษตรยั่งยืนที่ชายขอบจังหวัดเชียงใหม่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 ด้วยความหวังว่าก่อนผิวดินจะฝังกลบผิวหน้าของเขาเมื่อวันหมดลม และก่อนที่จะเหลือไว้เพียงชื่อให้ใครบางคนจดจำ เขาไม่อยากให้สิ่งที่เขาทุ่มเทค้นหามาทั้งชีวิตในการพลิกฟื้นและเค้นแนวคิด เพื่อหาคำตอบให้กับคนที่ประกอบอาชีพเกษตรกร ว่าทำอย่างไรประวัติศาสตร์ความจนจะไม่ถูกบันทึกไว้คู่อาชีพกระดูกสันหลังของชาติ ? ต้องเลือนหายไป วันนี้ ปราชญ์เกษตรผู้นี้ได้ผู้สืบทอดแล้ว ในขณะที่ยังไม่ทันวางมือ…

……………………………………………………………..

มัทนา อภัยมูล หรือ ปุ้ย ลูกสาวคนเดียวของปราชญ์เกษตรแห่งลุ่มน้ำแม่ทา ปัจจุบันอายุ 31 ปี เรียนจบปริญญาตรีคณะผลิตกรรมการเกษตร วิชาเอกพืชผัก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ จากนั้นก็เข้าทำงานที่มูลนิธิสายใยแผ่นดิน และกลับมาทำงานที่บ้าน สานต่อวิถีเกษตรกรรมธรรมชาติของพ่อแม่ สานต่อสิ่งที่พัฒน์เพียรพยายามทำ

คือ “เกษตรแบบยั่งยืน” ที่ทำให้เกษตรกรปลดเปลื้องหนี้สินจากการทำการเกษตรที่ใช้สารเคมีที่มีต้นทุนสูงได้

จากการสัมผัสวิถีชีวิตจากศูนย์เรียนรู้ของ พัฒน์ อภัยมูล ภายใต้สำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จึงได้เห็นความตั้งใจของลูกสาวของพัฒน์คนนี้

ปัจจุบันปุ้ยเป็นเจ้าหน้าที่ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ดูแลรับผิดชอบทั้งให้ความรู้และอบรมเทคนิคกับชาวบ้าน ตรวจมาตรฐาน ตรวจฟาร์ม และรับซื้อผลผลิต เรียกได้ว่าทำทุกอย่างเกี่ยวกับกระบวนการเกษตรอินทรีย์ โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิอีก 2 คน ซึ่งเป็นคนในชุมชนเหมือนกัน และทำงานในพื้นที่ตำบลแม่ทาเป็นหลัก

“ตอนเรียน ม.ปลาย มีโควตาของเกษตรจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่ไม่มีใครสนใจจะเอาเลย เราเห็นและสัมผัสกับงานพวกนี้มาตั้งแต่เล็กจนโต โดยมองย้อนหลังไปว่าครอบครัวเรามีพื้นฐานทำเกษตรอยู่แล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะเรียนยากอะไร เพราะเป็นการทำงานฟาร์ม ก็เลยตัดสินใจไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พอไปเรียนจริงๆ ต้องบอกเลยว่ามันไม่ง่ายเลย เพราะมีเรื่องวิทยาศาสตร์และศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากมาย”

เจ้าตัวเล่า และว่า พอเรียนจบ เพื่อน ๆ ต่างก็ไปสมัครงานตามบริษัทต่าง ๆ ส่วนเธอไม่ได้ไปสมัครงานที่ไหน เพราะตั้งใจจะกลับมาช่วยงานที่บ้าน กลับมาบ้านได้ประมาณ 1 สัปดาห์ เจ้าหน้าที่มูลนิธิสายใยแผ่นดินก็โทรศัพท์มาถามว่าสนใจที่จะทำงานด้วยกันหรือเปล่า เธอบอกสนใจ เพราะอยากทำงานหาประสบการณ์อยู่แล้ว

จากนั้นทางมูลนิธิฯก็ส่งเธอไปเรียนรู้งานของมูลนิธิสายใยแผ่นดินที่สำนักงานกลางกรุงเทพฯเป็นเวลา 9 เดือน พอครบกำหนดเขาก็ถามว่าเธออยากไปเรียนรู้และทำงานประจำพื้นที่อื่นหรือเปล่า แต่เธอขอกลับมาทำงานที่แม่ทา อำเภอแม่ออน เชียงใหม่ เพราะตั้งใจจะกลับมา พัฒนาการเกษตรอินทรีย์ที่บ้านเกิด อยากอยู่ทำกินในที่ดินของตัวเอง

หลายคนเคยถามว่า ไม่อยากอยากแต่งตัวสวย ๆ ทำงานสบายๆ ในออฟฟิศบ้างหรือ ? ปุ้ยบอกว่า “ไม่ชอบ” เพราะมันขัดกับความชอบของตัวเอง ที่เป็นคนชอบลุย ๆ แต่งตัวสบาย ๆ แม้จะเหนื่อยหน่อย แต่ก็อิสระ ภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยพัฒนาชุมชนและช่วยเกษตรได้ในระดับหนึ่ง

กว่า 8 ปีแล้วที่ทำงานที่แม่ทา แต่ละวันปุ้ยทำงานทุกกระบวนการของทำการเกษตรกรรม ไม่เพียงสืบสานวิถีเกษตรธรรมชาติเท่านั้น แต่ปุ้ยยังต่อยอดภูมิปัญญาของคนรุ่นพ่อแม่ด้วยความรู้และเทคโนโลยีที่เรียนมา โดยได้เริ่มงาน เก็บเมล็ดพันธุ์ผักพื้นบ้าน เมื่อปี 2554 ที่ผ่านมา อย่างจริงจัง

“จะเน้นผักพื้นบ้านของแม่ทาก่อน เริ่มต้นเลือกพันธุ์ที่เด่น ๆ ดี ๆ แล้วค่อย ๆ ทำให้พันธุ์มันนิ่ง ที่เก็บตอนนี้มีทั้งหมด 12 ชนิด เช่น แตงร้าน บวบหอม มะเขือ ผักปั๋งทั้งแดงและเขียว บวบเหลี่ยม ถั่วพู น้ำเต้า และผักกาดกวางตุ้ง พวกนี้จะเป็นผักหน้าฝน แต่ถ้าเป็นพืชผักหน้าหนาวจะเริ่มปลูกตั้งแต่เดือนกันยายนหรือตุลาคม ที่เก็บได้แล้วจะเป็นเมล็ดพันธุ์พืชผักฤดูฝนรุ่นแรก ส่วนที่กำลังอยู่ในแปลงและกำลังเก็บอยู่จะเป็นเมล็ดพันธุ์ผักฤดูหนาวรุ่นแรกเหมือนกัน ก็ต้องคัดพันธุ์และเรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ทำเรื่องพวกนี้ต้องใช้เวลา อย่างอาจารย์ที่แม่โจ้ที่ทำเรื่องเมล็ดพันธุ์ผักสลัดยังใช้เวลานานถึง 7 ปี พันธุ์ถึงนิ่ง เมล็ดพันธุ์ผักบางอย่างที่เอามาปลูกก็ได้มาจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ จังหวัดน่าน ซึ่งรู้จักและมีการเชื่อมโยงเครือข่ายกันอยู่ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ใครมีพันธุ์พื้นบ้านอะไรก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน”

ปุ้ยบอกอีกว่า เมล็ดพันธุ์เป็นความมั่นคงทางอาหารของทั้งคนปลูกและคนกิน ในขณะที่ทุกวันนี้เมล็ดพันธุ์ส่วนใหญ่อยู่ในมือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่พัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อให้ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงของบริษัทตนเอง ปุ้ยจึงให้ความสำคัญกับเรื่องเมล็ดพันธุ์ในฐานะคลังอาหารของคนเรา เพราะถ้ามีเมล็ดพันธุ์ก็สามารถมีอาหารที่หลากหลายได้ ซึ่งในความเป็นชาวบ้านที่ปลูกผักกันอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่ก็จะเก็บเมล็ดพันธุ์หลังฤดูเก็บเกี่ยวกันทุกบ้าน แต่จะมีใครสักกี่คนที่สนใจในการเก็บรักษาพันธุ์ที่นิ่งและได้คุณภาพ

“จริง ๆ ชาวบ้านก็เก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกกันอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดหรือสังเกตเท่านั้น เราเองในฐานะคนรุ่นลูกที่สืบทอดสานต่อสิ่งที่พ่อแม่ทำมา ก็ถือเป็นการต่อยอดอีกทางหนึ่ง แต่งานในสวนก็ไม่ได้ทิ้งนะ ยังไปช่วยไปทำอยู่ เพราะบ้านเราแรงงานหลักก็คือสามคนพ่อแม่ลูก  ส่วนเมล็ดพันธุ์ที่เก็บ ต่อไปในอนาคตส่วนหนึ่งคิดว่าจะแจกฟรี หลัก ๆ คือเน้นคนในชุมชนก่อน พร้อมกับสอนวิธีเก็บเมล็ดพันธุ์ด้วย จะได้เก็บไว้ปลูกเองได้อีก บางส่วนอาจแบ่งขาย ซึ่งถ้ามีคนต้องการมากก็อาจจะกระจายให้ชาวบ้านช่วยปลูกได้ และอีกส่วนจะเก็บไว้ดูว่าจะสามารถเก็บได้นานกี่ปี แต่ทั้งหมดนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อคัดพันธุ์จนนิ่งแล้ว อย่างที่บอก ต้องเรียนรู้ และใช้เวลาอีกพอสมควร” ปุ้ยกล่าว

ปุ้ย – มัทนา อภัยมูล วันนี้เป็นเกษตรกรรุ่นสืบทอดเต็มตัว ริเริ่มงานเก็บเมล็ดพันธุ์อย่างจริงจัง และกำลังจัดสรรที่ดินส่วนหนึ่งในบริเวณบ้านให้เป็นศูนย์เกษตรอินทรีย์ภายใต้มูลนิธิสายใยแผ่นดิน ซึ่งไม่ว่าใครจะเห็นความสำคัญในสิ่งที่เธอทำหรือไม่ อย่างน้อยก็จะมีสายตาของพ่อเฝ้ามองทุกอย่างที่ลูกสาวทำ ด้วยความภาคภูมิใจกับลูกไม้ที่หล่นใต้ต้นคนนี้

“ทายาทปราชญ์เกษตร” แห่งแม่ทา เชียงใหม่

……………………………………………………………..

‘ภูมิใจพ่อ-ภูมิใจในสิ่งที่มี’

ปุ้ยเล่าถึงจุดเริ่มต้นชีวิตเกษตรกรของตัวเองให้ฟังว่า ตั้งใจไว้แต่แรกแล้วว่า เมื่อเรียนจบแล้วยังไงก็จะกลับมาทำที่บ้านตัวเอง ไม่เคยคิดจะไปทำงานบริษัทเลย คิดว่าคงเป็นเพราะได้รับการปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ๆ เพราะพ่อเริ่มปรับเปลี่ยนจากการทำเกษตรด้วยเคมีมาทำเกษตรอินทรีย์ตั้งแต่ตนเองอายุประมาณ 6 ขวบ

ในตอนนั้นก็จะมีเอ็นจีโอรุ่นแรก ๆ เข้ามาในพื้นที่ ก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้นมาเยอะเหมือนกัน ได้ซึมซับสภาพแวดล้อมและพบปะผู้คนมาตั้งแต่ตอนนั้น ทำให้ชอบรากฐานตัวเอง สภาพแวดล้อมมีผลต่อความคิดจิตใจมาก

“รู้ว่าพ่อกับแม่ต้องการให้ลูกกลับมาอยู่ใกล้ ๆ มาทำเกษตรยั่งยืนที่บ้าน แต่เขาก็ให้อิสระทางความคิดที่เราจะเลือกทำอะไร ไม่บังคับ และไม่สั่ง ท่านเปิดโอกาสให้เราออกไปเผชิญชีวิตในเมืองหลวง แต่ปุ้ยก็เลือกที่จะกลับมาทำงานที่บ้าน อยากเจริญรอยตามพ่อ ซึ่งอาจไม่เก่งเท่าพ่อก็ไม่เป็นไร ภูมิใจในตัวพ่อมาก ท่านมักจะสอนตามประสาเสมอว่าจงภูมิใจว่าเรามีสิ่งที่หลายคนอาจยังไม่มี คือบ้านที่อยู่อาศัย ที่ดินยังไม่ถูกจำนอง อาหารที่มีกินก็ปลอดภัย อากาศที่สูดเข้าไปก็บริสุทธิ์ และมีความคิดที่อิสระ เพียงเท่านี้ก็มีครบสมบูรณ์แล้ว”

สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา

 

เรื่อง : สันติสุข กาญจนประการ

จากการทำงานของผู้นำธรรมชาติหลายคน เกิดการสะสมประสบการณ์ทำงานระดับกลุ่มระดับเครือข่าย เล็งเห็นปัญหาหลายอย่าง ความไม่โปร่งใสของคณะทำงาน สมาชิกที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันทำงาน การไม่ได้ยอมรับจากทางราชการ การถูกมองว่าเป็นกลุ่มเถื่อน ไม่มีกฎหมายรองรับ ดำเนินการทางกฎหมายไม่ได้ เพราะไม่เป็นนิติบุคคล ไม่สามารถตรวจสอบฟ้องร้องได้ในกรณีสมาชิกผิดสัญญา ต้องอดทนจากการยุแหย่ของพ่อค้าที่เสียผลประโยชน์จากการรวมกลุ่มของคนในชุมชน

แต่สิ่งที่ดีคือ แนวคิดการรวมกลุ่มยิ่งมีความสำคัญสำหรบผู้นำว่าเป็นสิ่งจำเป็น ถึงกลุ่มแตก แต่แนวความคิดที่พัฒนาชุมชนไม่แตกแยก รวมกันแล้วมีความหลากหลายทางความคิดในการแก้ปัญหา มีอำนาจการต่อรองสูง มีพลังทำกิจกรรมสูง หลังจากวิเคราะห์จุดดีจุดด้อยแล้ว กลุ่มผู้นำที่เรียกตัวเองว่า คณะผู้ก่อการดี จึงหาทางสร้างความมั่นใจให้คนในชุมชนกลับคนมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง มีพลังในการพัฒนาตนเอง กลุ่ม ชุมชน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในกลุ่มสมาชิก ทั้งทางด้านความเป็นอยู่ ปากท้อง อาหารการกินที่ดีต่อสุขภาพ ทรัพยากรธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า ที่เสื่อมโทรมให้ฟื้นกลับคืนมา ให้คนในชุมชนพึ่งพาอาศัยอย่างยั่งยืนต่อไป จึงจัดแจงจัดตั้งเป็น ‘สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด’

บทเรียนที่แลกมาด้วยความตั้งใจ

ปี 2529 มีกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ มีเป้าหมายเพื่อให้ชาวบ้านพึ่งตนเอง ผ่านกระบวนการรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน โดยเริ่มดำเนินงานที่บ้านป่านอตเป็นหมู่บ้านแรก เข้ามาเพื่อเก็บรายละเอียดข้อมูลของชาวบ้านใน 6 หมู่บ้านของตำบลแม่ทา (ปัจจุบันมี 7 หมู่บ้าน) ในทุกเรื่อง เช่น หนี้สิน รายได้ อาชีพ ข้าว การปลูกพืชผลการเกษตร สถานะความเป็นอยู่ และทางองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือก็ได้นำข้อมูลกลับไปสรุป

จากนั้นกลับมารายงานข้อมูลส่วนหนึ่งว่า หมู่ 5 มีการพัฒนาที่ล้าหลังกว่าหมู่บ้านอื่น แต่ในตอนนั้นชาวบ้านคิดว่าองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (NGO) เป็นคอมมิวนิสต์ ทำให้ชาวบ้านไม่ไว้วางใจ แต่ก็มีชาวบ้านส่วนหนึ่งที่คิดว่าน่าจะลองทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือดู เพราะว่าเจ้าหน้าที่มาช่วยในเรื่องแก้ปัญหาความยากจน

ปี 2530 จึงเกิดการตั้งธนาคารข้าวแห่งแรกของตำบลขึ้นในที่สาธารณะบ้านหมู่ที่ 5 ใช้ชื่อว่า ฉางข้าวเฉลิมพระเกียรติ

กลุ่มธนาคารข้าวเปลือกดำเนินการได้ 6-7 เดือน เริ่มมีปัญหา เพราะหลายคนไม่เข้าใจในหลักการที่ว่า เก็บข้าวใส่ยุ้งร่วมกันและมีการยืมข้าวกัน โดยที่ต้องไว้ใจซึ่งกันและกัน แต่ในการที่กลุ่มแตกแยกทางความคิด อาจเกิดจากปัญหาเงื่อนไขในการยืม ความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน เช่น คนไม่มีนา ยากจน ยืมข้าวแล้วจะเอาข้าวที่ไหนมาคืน

ส่วนคนที่มีนา พอมีเงินนั้นยืมได้ ก็เกิดคำถามขึ้นว่า เราตั้งธนาคารข้าวก็เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ไม่มีข้าว ไม่พอกิน เป็นการจัดการแก้ปัญหาที่ไม่ตอบสนองต่อสมาชิกที่เดือดร้อน เช่น กู้ข้าวเปลือกไป 10 ถัง ต้องส่งคืน 13 ถัง ทำให้สมาชิกไม่ยอมเอาข้าวมาออม

สรุปคือเกิดจากแนวคิดคนในกลุ่ม 3 กลุ่ม คือกลุ่มที่คิดจะทำลาย กลุ่มคนที่เสียผลประโยชน์ และกลุ่มที่คิดสร้างสรรค์พัฒนา และได้คิดวิเคราะห์กันว่าถึงจะรวมกลุ่มใหญ่ไม่สำเร็จ แต่ก็จะตั้งกลุ่มให้เล็กลง และคนที่ร่วมด้วยก็เป็นคนที่สนใจจริงๆ

ปี 2531 เริ่มเกิดกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยขึ้น มีการทำกิจกรรมแรกคือ การออมทรัพย์ เพราะเห็นว่าคนในชุมชน เวลาเจ็บป่วยต้องจ้างรถไปส่งโรงพยาบาล แต่เจ้าของรถไม่ยอมไป กลัวว่าทางผู้ป่วยไม่มีเงินจ่ายค่าจ้าง จึงเกิดการออมทรัพย์ขึ้น เพื่อเป็นค่ารถไปโรงพยาบาลของสมาชิกกลุ่ม และเริ่มมีกิจกรรมอื่นๆ เพิ่ม เช่น กองทุนข้าวสาร มีการซื่อปุ๋ยเคมีร่วมกัน

ปี 2532 ซึ่งในตอนนั้นมีทั้งการออกไปศึกษาดูงาน หาความรู้ด้านการเกษตร จึงนำแนวคิดจากการไปดูงานมาใช้ เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม จากกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย มีกลู่มปงกาเลี้ยงควาย กลุ่มบ่อธารเลี้ยงวัว กลุ่มบ้านโอ้ง กลุ่มบ้านเหล่า มีถึง 15  กลุ่มที่อยากแก้ปัญหาทั้งชุมชน

มีการพูดคุยกันแล้วเริ่มส่งตัวแทนกลุ่มละ 2 คน เข้าไปเป็นกรรมการ เกิดเครือข่ายจากการรวมตัวของชาวบ้านชื่อว่า เครือข่ายคณะกรรมการกลาง เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2532 เข้ามาพูดคุยกันเพื่อนำแนวคิดของเครือข่ายไปบอกกับกลุ่มตัวเองว่า เครือข่ายกำลังทำอะไร

สิ่งที่ทางเครือข่ายทำตอนนั้น คือในเรื่องปุ๋ยเคมี กองทุนข้าวสาร ธนาคารวัว ที่ทางเครือข่ายวิเคราะห์กันว่า ในชุมชนใช้ปุ๋ยเคมีกันมาก และก็ซื้อในราคาแพง ซึ่งคิดได้ว่า ต้นทุนถุงละ 180 บาท ทางกลุ่มพ่อค้าในชุมชนขายในอัตราถุงละ 250 บาท ซึ่งคิดเป็นกำไรถึงถุงละ 70 บาท และสมาชิกเครือข่ายซึ่งใช้ปุ๋ยเคมีกันเป็นปีละหลายๆ ตัน ตกรุ่นละ 10 ถุงต่อคน และทำปีละ 2-6 ครั้ง และแต่ละปีต้องเพิ่มปุ๋ยทุกปี ทางเครือข่ายจึงคิดที่จะขายกันเองในราคาเป็นธรรม ซึ่งซื้อมา 180 บาท แล้วขายถุงละ 210  บาท ได้กำไร 30 บาท จะคืนเงินสมทบให้กลุ่มออมทรัพย์นั้นๆ 10 บาท ให้คณะกรรมการบริหารจัดซื้อ 10 บาทในการติดต่อ อีก 10 บาทเข้าเครือข่าย เป็นกองกลางทุนสำรอง

เมื่อเป็นเครือข่ายมีเวลาพบปะกันบ่อยก็เกิดการพูดคุยแลกเปลี่ยนทั้งเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า ต่างๆ  มากมาย อย่างเรื่องกล้วยที่มีราคาถูก พ่อค้ากดราคา ทางเครือข่ายรวบรวมผลผลิตของสมาชิกแล้วเปิดให้พ่อค้าประมูลกัน สามารถช่วยสมาชิกได้จากราคากล้วยหวีละ 50 สตางค์ มาเป็นหวีละ 1.50 – 2 บาท

เรื่องร้านค้าชุมชนที่ตั้งกันมา เพราะในตอนนั้นได้มีเสียงสะท้อนของคนในชุมชนว่า ร้านค้าในหมู่บ้านเอาเปรียบประชาชนในเรื่องราคา

ปี 2533-2538 เครือข่ายเข็มแข็ง เนื่องจากมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 22 กลุ่ม มีพลังต่อรองเวลาซื้อของ ผู้นำขยายกลุ่มกิจกรรมขึ้นหลายอย่าง รวมกันซื้อ รวมกันขาย มีการปล่อยเงินให้สมาชิกกู้ยืม สับเปลี่ยนหมุนเวียนคนทำงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ทั้งทรัพยากร เกษตรกรรม ออมทรัพย์ ร้านค้า

พลังกลุ่ม พลังความคิด

การตัดกิจการการจำหน่ายปุ๋ยเคมีให้แก่สมาชิก ทำให้สมาชิกในเครือข่ายขอถอนตัว กลุ่มในตอนนั้นโดนว่าร้าย จากผู้ที่เสียผลประโยชน์จากการขายปุ๋ย ข้าวสาร และการตัดไม้ขาย ส่งผลกระทบให้กลุ่มอ่อนแอลง พอดีกับระบบการบริหารงานของเครือข่ายชุดนั้นอ่อนแอ การบริหารที่ผิดพลาด ปัญหาหลักใหญ่ๆ คือ

1. ความไม่โปร่งใสของคณะทำงาน สมาชิกจึงขาดความมั่นใจ

2. ไม่ได้รับการยอมรับจากทางราชการ ถูกมองว่า เป็นกลุ่มเถื่อนไม่มีกฎหมายรองรับ

3. ไม่เป็นนิติบุคคล ไม่สามารถตรวจสอบฟ้องร้องได้ในกรณีสมาชิกผิดสัญญา ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการยุแหย่ของพ่อค้าที่เสียผลประโยชน์

สุดท้ายทางเครือข่ายจึงสรุปว่าจะมีการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ เพราะเป็นทั้งนิติบุคคล มีกฎหมายรองรับ ตรวจสอบตัวเลขทางบัญชีได้ และสามารถดำเนนการทางธุรกิจค้าขายเอากำไรได้

ปี 2543 ทางเครือข่ายได้เชิญเจ้าหน้าที่สหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่มาแนะนำข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งสหกรณ์ และทางเครือข่ายจึงเสนอข้อมูลรายการจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ ทางกรรมการจึงแต่งตั้งคณะกรรมการก่อการสหกรณ์ มี พนมกร นามจันทร์ เป็นประธาน มีสมาชิกเริ่มต้น 109 คน คณะกรรมการใช้เงินเพียง 150,000 บาท หลังจากให้จ่ายในการศึกษา ดูงานและอบรมเป็นเงินทุนเริ่มต้น

29 มกราคม 2544 ทางสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ได้ให้เครือข่ายจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งในตอนนั้น สหกรณ์ยังไม่มีที่ดินสร้างสำนักงาน พัฒน์ อภัยมูล จึงได้บริจาคที่ดินให้เป็นสมบัติของสหกรณ์ แต่ก็ยังไม่มีสำนักงาน ทางสหกรณ์จึงได้ดำเนินการทำเรื่องขอบ้านพักเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนของมูลนิธิพัฒนาชนบทสันกำแพง ที่ได้ถอนตัวออกไปแล้ว มาสร้างเป็นสำนักงานสหกรณ์ ซึ่งในการสร้างนั้นได้ช่วยกันสร้าง โดยการผลัดกันสร้างแต่ละกลุ่มของสมาชิกสหกรณ์จนเสร็จ จึงได้มีสหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัดมาถึงปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่เลขที่ 61 หมู่ที่ 5 ตำบลแม่ทา อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ 50130

กิจกรรมหลักในการดำเนินงานของ สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทาจำกัด

1. สนับสนุนปัจจัยการผลิตมาบริการกับสมาชิกของสหกรณ์ฯ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเคมี เมล็ดพันธุ์ รวมถึงการจัดหาตลาด  ระดมทุน และกำหนดราคาที่เหมาะสมให้กับสมาชิก

2. สนับสนุนส่งเสริมการผลิตพืชผักอินทรีย์

3. หนุนเสริมองค์กร/กิจกรรม/กลุ่ม ภายใต้การดำเนินงานของสหกรณ์ฯ

4. การบริหารจัดการงบประมาณโครงการพิเศษต่างๆ เช่นโครงการนำร่องฯ

เกษตรพอเพียง เคียงดอกแค

DSC_2432

หลังจากเล่าขานเรื่องราวของหมอหลี หมอยาอายุราว 80 ปีไปแล้ว ในรั้วบ้านหมอหลี คือพื้นที่สีเขียวราว 5 ไร่ เขียวและสงบในตำบลบ้านหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี  เจ้าของคือลูกเขยของหมอหลี ผู้ที่มีหน้าที่ขึ้นเขาลงทะเลหาวัตถุดิบแล้วขนกลับมาให้ภรรยา แม่ยาย และพ่อตาปรุงเป็นยาต่อ ไปนั่นเอง

เมืองมน แสนธรรมพล หรือโย วัย 45 ปี เป็นชาวอุบลราชธานีโดยกำเนิด แต่มาเป็นลูกเขยบ้านหม้อ และเป็นเจ้าของแหล่งเรียนรู้เกษตรพอเพียง เขาเป็นลูกชาวนาร้อยเปอร์เซ็นต์ เรียบจบด้านเกษตรจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วไปเป็นพนักงานกินเงินเดือนบริษัทโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดของประเทศอยู่สิบกว่าปี เกี่ยวเก็บความรู้มาทุกกระบวนการผลิต การตลาดและธุรกิจ จนออกมาทำกิจการส่วนตัว เขาเลือกเลี้ยงกุ้งกับบริษัทโภคภัณฑ์ยักษ์ใหญ่รายเดิม แต่ประสบภาวะขาดทุนเป็นล้าน จึงตัดสินใจเดินทางมาบ้านหม้อ พร้อมได้แรงหนุนจากน้องเขยให้มาทำอะไรสักอย่างบนที่ดินเปล่าข้างบ้าน

“สายป่านเรามันสั้น สู้เขาไม่ได้ เหมือนโชห่วยกับห้างยักษ์ ตอนนั้นชีวิตติดลบ ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว มาได้เห็นที่ดินตรงนี้ เราก็อยากทำที่ดินว่างๆ ให้เป็นประโยชน์ตามความรู้ที่เรียนมาเลย จัดการยกร่องลงไม้หลัก – ไม้ยืนต้นไว้ก่อน อย่างส้มโอสลับกับไม้ระยะสั้น เช่น พริก ข่า มะกรูด ตะไคร้ ก็ลงไว้ เป็นรายได้ รอต้นใหญ่ หลักเศรษฐกิจพอเพียงที่เรารู้กันนั่นแหละ” เมืองมนเล่า

ที่โยเลือกส้มโอ เนื่องจากเหตุผลง่ายๆ ว่า ทุกคนรอบตัวต่างชอบกิน เขาเองก็ด้วย เพียงเท่านี้ก็พอต่อการลงแรง จากนั้นต่อด้วยน้อยหน่าพันธุ์เพชรปากช่อง ก่อนหน้านั้นมีมะปรางด้วย แต่ไม่สำเร็จ เพราะไม่ถูกกับดินในบ้านหม้อ

ในปี 2551 ส้มโอขาวใหญ่เกือบจะได้เก็บกิน แต่โชคร้ายเจอน้ำท่วมมิดสวน ส้มโอจึงตายหมด และสิ่งที่มากับน้ำคราวนั้น ทำเอาโยซวนเซไปนิดหน่อย แล้วก็ลุกขึ้นมาปลูกกล้าใหม่ในทันทีที่ตั้งตัวติด

“มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ใครจะไปห้ามมันได้ ท่วมได้เราก็ปลูกใหม่ได้ เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ไม่ไปโทษเทวดาฟ้าดิน เรื่องพรรค์นี้เจอกันทั่วโลก ตัวเล็กอย่างเราจะรอดได้ยังไง” โยเล่า

กาลเวลาผ่านไป 6 ปี สำหรับชีวิตชาวสวน ชาวไร่ โยยอมรับว่า ยังไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ยกเว้นรายได้เล็กๆ น้อยๆ จากไม้ระยะสั้นอย่าง ข่า ตะไตร้ ใบกะเพรา พริก และไม้ที่ไม่ต้องดูแลมาก แต่มีดอกให้ชนิดเก็บแทบไม่ทัน คือ ดอกแค ขายได้ 5 บาท 10 บาท แม้จะเป็นรายได้เล็กน้อย แต่เมื่อมารวมกัน ทำให้โยมีกำลังใจทำต่อไปได้ พร้อมสัจธรรมอีกข้อหนึ่งในชีวิต

“ต้องทำความจริงสวนกับวัย ยิ่งเราแก่ขึ้น ก็ยิ่งต้องพึ่งพวกต้นเล็กเหล่านี้ เพราะกำลังเราจะต้องถดถอยไปเรื่อยๆ ช่วงเรายังมีกำลัง เราก็ต้องเอาจากล่างขึ้น แต่พอเราแก่ ก็ต้องเอาจากต้นลง” โยเล่าปรัชญาของตัวเอง

รายได้หลักจริงๆ ของโยมาจากดอกแค เขาสมมุติให้ฟังว่า มีดอกแค 25 ต้น เก็บได้วันละ 20 กิโลกรัม ขายได้เงินวันละ 200 เดือนละ 5,000 ได้ปีละ 50,000 ปีหนึ่งจะเก็บดอกได้ 10 เดือน ยกเว้น หน้าหนาว 2 เดือน ข้อดีของดอกแค คือออกดอกทุกวัน มีข้อแม้อย่างเดียวคือ ต้องตื่นมาเก็บให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะบานเสียของ แต่คนส่วนใหญ่มองข้ามไปปลูกไม้ผลที่ยากๆ ต้องรอนาน

ดอกแคของโยส่งตลาดให้แม่ค้าขายข้าวแกงทุกวัน ไม่เคยมีปัญหาเรื่องตลาดเพราะก่อนจะลงมือปลูก เขาได้ไปตระเวนดูตลาดว่า อะไรมีไม่มี อะไรแพงอะไรถูก ไม่ใช่นึกอยากปลูกอะไรก็ปลูก จะผลิตอะไร เท่าไหร่ และขายให้ใคร ต้องรู้ให้หมดก่อนลงมือ

หลังเก็บดอกแคเสร็จ เวลาที่เหลือ ต้องเอามาดูแลบรรดาไม้ผลต่างๆ ทั้งรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ประคบประหงม ให้ดีที่สุด รายได้ต่อเดือน 5,000 บาท นั้น โยอยู่ได้สบาย เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรมาก ผักก็ปลูกกินเอง ทั้งพริก ทั้งตำลึง พริก ปลาก็เลี้ยงเอง มีปลาดุก ปลานิล ปุ๋ยที่ใช้ก็ใช้ขี้วัว ใช้แกลบ มาบำรุงดิน ปุ๋ยเคมียอมรับว่า ใช้บ้าง

“ทุกวันนี้มี 5,000 ผม เหลือ 5,000 สังคมของผม เป็นแบบนี้ ไม่ขยับก็คือไม่เสีย” โยพูดอย่างภาคภูมิใจ

ณ เวลานี้ ชีวิตของโยอยู่ได้ด้วยความพอเพียง โดยเลือกที่จะมองท้องฟ้า มากกว่าเข็มนาฬิกา เขาตื่นตี 4 นอน 2 ทุ่ม ตรงเวลาอย่างนี้ทุกวัน

เมื่อถามว่า ทำไมพืชผลของโย จึงขายได้ เขาบอกว่า ทำเลที่ดินค่อนข้างกลางเมืองอย่างนี้ เป็นตัวโฆษณาชั้นดี ใครวิ่งรถผ่านไป ผ่านมา เห็นหมดว่า เขาปลูกอะไร ใครสนใจตัวไหน ก็จอดรถ เดินเข้ามาคุยกัน หมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ติดกันยื่นหน้ามาก็รู้หมด ว่า เขาปลูกอะไร

ขณะที่ไม้ผลที่ตั้งใจไว้แต่แรกอย่าง ส้มโอ อีกไม่นานก็ใกล้ได้เก็บเกี่ยว ทั้งยังมีความคิดฝันว่า จะส่งไม้ผลออกไปเมืองนอกในอนาคตอันใกล้ โดยดูลู่ทางไว้หมดแล้ว

“คนจะทำเกษตร มันต้องใจรัก ใจรักไม่พอ ต้องศรัทธาด้วย เชื่อในสิ่งที่ทำ” โยสรุป

 

ปุ๋ยอัดเม็ด วิสาหกิจเพื่อชุมชนบ้านซ่อง

DSC_4921

ในยุคที่ของแพง หากไม่รู้จักเลือก รู้จักใช้ เห็นที่จะอยู่ได้ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิต หรือการทำงานก็ตาม อย่างในตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ได้ทำการลดต้นทุนการผลิต เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

สมบัติ รัตวงษ์ เลขานุการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่อง-ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดกล่าวว่า การใช้ปุ๋ยเม็ดสามารถลดต้นทุนการผลิตไปกว่าครึ่ง จากสมัยก่อนทำปุ๋ยหมักใช้เอง หากแต่ปุ๋ยอัดเม็ดมีความสะดวกมากกว่า ราคาไม่แพง ปลอดสารพิษ กระสอบหนึ่งประมาณ 250 บาท ใส่ได้ทุกอย่าง ต้นไม้ มันสำปะหลัง พืชสวน โดยมีข้าวเป็นหลัก

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่อง-ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด หมู่ที่ 14 มีที่มาจากการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจข้าวหอมมะลิ ตำบลบ้านซ่องเดิม จากสถานการณ์ปัญหาด้านการเกษตรในตำบลบ้านซ่อง ประเด็นต้นทุนการผลิตสูง

“ระบบชลประทานมันไม่เอื้อต่อการเพาะปลูก ดินเสื่อมคุณภาพ นโยบายกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลดปัจจัยการผลิต และส่งเสริมให้ลดการใช้สารเคมี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรักษาสภาพดิน จากกระบวนการพัฒนากลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่อง ที่มีผลผลิตเป็นข้าวหอมมะลิบรรจุถุงส่งจำหน่ายในและนอกพื้นที่ ปรับเปลี่ยนเป็นการทำปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด”

โดยการมีส่วนร่วมของเทศบาลตำบลบ้านซ่อง เกษตรตำบล และกลุ่มแกนนำภาคประชาชน ผ่านกระบวนจัดทำแผนจัดรูปแบบการดำเนินงานตามบทบาท บูรณาการงานร่วมกับงานอื่น สร้างเครือข่าย ได้ข้อสรุปการดำเนินงานรูปแบบใหม่ เกิดกลุ่มกองทุน ที่ขับเคลื่อนให้เกิดการดูแลช่วยเหลือกันโดยมีผู้เกี่ยวข้องคือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ และผู้ได้รับผลกระทบ ได้แก่ เกษตรกร แกนนำ กลุ่ม และประชาชนทั่วไป

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่องที่มีการปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์มาเป็นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด เพื่อให้สมาชิก/ผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของกลุ่มเกิดผลลัพธ์ที่ต้องการใน 5 ประเด็น ได้แก่ 1.เกิดระบบการผลิตปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด 2.ลดปัญหาต้นทุนการผลิตของกลุ่มเกษตรกร 3.ลดปัญหาและผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการเกษตร 4.แกนนำที่มีความชำนาญเฉพาะด้านการผลิต และนำใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด และ 5.สมาชิกมีสวัสดิการ เมื่อเจ็บป่วยและเสียชีวิต

“เราไปดูงานที่สุพรรณฯมา เห็นเครื่องทำแบบนี้ เราก็ซื้อเครื่องมา ตก 3 แสนกว่าบาท การบำรุงรักษาก็ใช้ช่างแถวบ้านเรา เรานำมาพัฒนาเรื่อยๆ สูตรตอนแรก ทางกรมวิชาการเกษตรคิดให้ แล้วเราก็มาเพิ่มในส่วนที่เหมาะสมกับพื้นที่เรา ขี้วัว ขี้หมู ตอนนี้ได้รับการรับรองมาหมดแล้ว อย่างที่บอก ใช้ปุ๋ยแบบนี้สะดวกกว่า มันไปได้ทั้งแปลงตอนหว่าน เพราะมีลักษณะเป็นเม็ด ตอนนี้ใส่กระสอบขาย บรรจุเอง ทำเองทุกอย่าง” เลขาฯ กลุ่มเล่า

ลูกค้าคนสำคัญคือเกษตรกรและชาวนาชาวไร่ละแวกนั้น โดยมีราคาขายตันละ 5,200 บาท ในกลุ่ม หากนอกกลุ่ม ราคาจะอยู่ที่ 6,200 บาท ทุกปีจะมีการประชุม แล้วทางกลุ่มจะนับยอดออร์เดอร์

“ที่บอกคุณภาพดี คือข้าวจะงาม เขียวทน แข็งแรง ถ้าใช้เคมี เดี๋ยวก็มีโรคโน่นนี่ ปุ๋ยของเราไม่มีเคมี มีแค่บางตัวที่ใส่เพื่อให้ปั้นเม็ดได้เท่านั้น ที่อื่นขายเหมือนเรา แต่ไม่มีตราแบบเรา เราทำเพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ คนซื้อไปใช้ข้างนอกก็จะรู้ว่าเป็นของเรา กันคนเอาไปขายข้างนอก แล้วขายแพงกว่าเราด้วย เพราะจะรู้กันว่า ถ้ายี่ห้อนี้ ต้องราคาเท่านี้ ทั้งยังลดปัญหาและผลกระทบจากการใช้สารเคมีในการเกษตร จากสภาพปัญหาของตำบลบ้านซ่อง ได้แก่ ดินเสื่อมสภาพ การใช้สารเคมี ต้นทุนการผลิตสูง การจัดตั้งกลุ่มผลิตปุ๋ยสนับสนุนเข้าระบบการทำการเกษตรของสมาชิกกลุ่มในตำบลบ้านซ่องมีกระบวนการนำใช้วิเคราะห์ และปรับปรุงเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่เกิดจากการใช้ปุ๋ย โดยแกนนำทำให้สามารถประชาสัมพันธ์ เกิด การยอมรับในคุณภาพ และใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดแทนปุ๋ยเคมี” สมบัติกล่าว

ตอนนี้มีเกษตรกรในกลุ่มอยู่ 245 ราย จากแรกเริ่มไม่กี่คน ตอนนี้ปัญหาคือ มีกำลังผลิตน้อย หากแต่ความต้องการมากกว่า ทั้งยังต้องการเครื่องอบไว้ใช้ เนื่องจากที่ทำอยู่ใช้วิธีตาก 3 วัน ซึ่งทำในฤดูฝนไม่ได้ ขณะที่โดนแดดก็ไม่ได้ จุลินทรีย์จะตาย นอกจากนี้ทางกลุ่มยังมีการให้สมาชิกหยิบยืมเมล็ดพันธุ์ข้าว

“เราเป็นกลุ่มผลิตข้าว ถึงได้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เกษตรกรได้ยืม 10 ถัง เราเอาดอกเบี้ย 2 ถัง ต่อปี แล้วก็กระจายให้คนอื่นเรื่อยๆ เป็นการกระจายพันธุ์เพื่อเกษตรกร เพื่อนเราได้มีพันธุ์ข้าวที่ดีไปปลูก เพราะเวลาหว่านซ้ำซากมันจะกลายไม่ดี ครั้งที่ 6 นี่เริ่มกลายแล้ว เราบอกให้เขาตัดแต่งอย่างดี เพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์คืนเรา” สมบัติเล่า

สมบัติยังเล่าต่ออีกว่า “ชาวนาที่นี่ไม่ถึงกับยากจน แต่ก็มีบ้าง คนที่จนคือไม่มีที่ทำกิน เป็นปัญหาใหญ่ ต้องเช่าที่ทำนา อย่างปีน้ำท่วม ค่าเช่าไม่มีให้แน่นอน เผลอๆ เจ้าของก็เอาที่นาคืนอีก เราคิดว่า ประกันราคาข้าวดีกว่าจำนำ ไม่อย่างนั้นไปถึง บอกเรา ข้าวเต็มแล้วอย่างเดียว”

นอกจากนี้ บ้านซ่องยังประสบปัญหาเรื่องน้ำ เพราะไม่มีระบบชลประทาน ต้องรอฝน ซึ่งถ้าปีไหนฝนน้อยก็ลำบาก ฝนมากน้ำก็ท่วม ไม่มีที่ระบาย ไม่มีคลองส่งน้ำ พึ่งพาธรรมชาติเพียงอย่างเดียว มีสระขุดบ้างแค่พอแก้ขัด

การจัดการทรัพยากรเงินและกองทุนของปุ๋ยอัดเม็ด

1.หุ้นของสมาชิก – เกิดจากการระดมหุ้นของสมาชิกเป็นเงิน โดยกำหนดราคาหุ้นละ 100 บาท สมาชิกต้องมีหุ้นไม่น้อยกว่า 1 หุ้น ปัจจุบันมีจำนวน 943 หุ้น รวมเป็นเงิน 943,000 บาท สำหรับใช้เป็นกองทุนหมุนเวียน และเป็นเกณฑ์การปันผลคืนสมาชิกนอกจากนั้น ใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมเทศบาล/ชุมชน /โรงเรียน และส่วนราชการ

2.อาคารและเครื่องจักร – ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าว ตำบลบ้านซ่อง มีอาคารสำหรับดำเนินการจำนวน 2 หลัง อยู่ติดกัน ซึ่งอาคารหลังใหญ่ได้ซื้อต่อจากกลุ่มข้าวหอมมะลิ หมู่ที่ 14 โดยใช้งบประมาณจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่องจำนวน 200,000 บาท สำหรับอาคารอเนกประสงค์ (โรงตากปุ๋ย) ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเทศบาลตำบลบ้านซ่อง 560,000 บาท ส่วนเครื่องจักรในการผลิตมูลค่า 280,000 บาท ใช้เงินจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวตำบลบ้านซ่อง

3.เงินกองทุนหมุนเวียน – ปัจจุบันศูนย์เรียนรู้ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดมีเงินทุนหมุนเวียนในบัญชีเงินฝากประมาณ 1,100,000 บาท เพื่อการจัดซื้อ/จัดหาวัตถุดิบผลิตปุ๋ย และการสั่งซื้อปุ๋ยยูเรียสำหรับการบริการสมาชิกต่อปี

 

ลงนามความร่วมมือร่วม ขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืน

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

การขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ภาคเหนือ 68 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นกระบวนการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยของอาหารในชุมชนด้วยระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยวางกลไกการขับเคลื่อนที่สำคัญคือ การสร้างพลังความร่วมมือให้องค์กรหลักในชุมชนทำบทบาทหน้าที่ของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ อันมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิดการพัฒนาระบบการเกษตรของเกษตรกรทั้งระดับครอบครัวและระดับกลุ่มองค์กร จนพัฒนาเป็นระบบสนับสนุนการปฏิบัติการต่างๆ ขององค์กรหลัก แกนนำ กลุ่ม และเครือข่ายของประชาชนที่ส่งผลให้ผู้นำหรือแกนนำมีทักษะ และศักยภาพในการสร้าง และนำใช้ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติการที่ได้ผลดีของชุมชนโดยชุมชน

โดยมีภารกิจ 3 อย่างคือ การพัฒนาระบบการผลิตและเทคนิคการเกษตร การพัฒนาระบบตลาดสีเขียว และการพัฒนากองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน งานทั้ง ๓ ด้านดังกล่าวก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาความรู้จนปรากฏเป็นนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ที่นำไปสู่กระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นพลวัตรควบคู่ไปกับการปฏิบัติการจริงในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

การลงนามความร่วมมือร่วมกันก็เพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ ระหว่าง 3 ฝ่าย คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 68 องค์กรในเขตภาคเหนือ และแผนงานส่งเสริมการพัฒนาระบบเพื่อสุขภาวะของเกษตรกรและความเข้มแข็งของชุมชนและสังคม   ณ ตำบลแม่ทา อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่  โดยมีสาระสำคัญ อาทิ

1.การสนับสนุนหลักการของการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อเป็นการหนุนเสริมกันและกันในการพัฒนาระบบอาหารและการเกษตรกรรมที่สร้างความมั่นคงและความปลอดภัย อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่

2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ เช่นจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่  การพัฒนาระบบการผลิตทั้งที่เป็นการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ หรือการผสมผสานระหว่าการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่คำนึงถึงการใช้ปัจจัยการผลิตที่เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้มากที่สุด  การพัฒนาระบบตลาดสีเขียว การพัฒนากองทุนเพื่อการปรับเปลี่ยนสู่ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น

ปลูกผักปลอดสารพิษ ผ่าน ‘ตะกร้าสานจากสายรัดพลาสติก’

SAM_18063

ด้วยความคิดเริ่มต้นที่ต้องการทำการเกษตรตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” แต่ติดปัญหาพื้นที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ไม่มีระบบชลประทานที่เพียงพอ ทั้งดินส่วนใหญ่ยังเป็นดินปนทราย จึงทำให้ สมหวัง สุขพ่วง ครูประจำ โรงเรียนบ้านหนองขนาก ตำบลจอมบึง อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี พยายามคิดค้นวิธีการปลูกพืชที่ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก และสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในพื้นที่ได้ ซึ่งในที่สุด ครูสมหวังและนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขนาก ได้ร่วมกันทดลองทำ “ตะกร้าสานจากจากสายรัดพลาสติก” และนำมาใช้ในการปลูกผัก ซึ่งปรากฏผลลัพธ์ที่น่าทึ่ง เนื่องจาก ตะกร้าสานจากสายรัดพลาสติกนั้น มีข้อดีมากมาย ทั้งต้นทุนต่ำ น้ำหนักเบา ทนทาน ทนแดดทนฝน สานง่าย เคลื่อนย้ายสะดวก อากาศสามารถถ่ายเทผ่านได้ดี สามารถควบคุมดิน ปุ๋ย พื้นที่ในการปลูก ตลอดจนเวลาในการดำเนินการได้ และเมื่อนำมาปลูกพืชผักสวนครัวอาทิ ต้นหอม ผักชี ผักบุ้งจีน ผักกาดขาว พริก คะน้า กุยช่าย ผักเหล่านี้ก็เจริญงอกงามดีแบบไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีแต่อย่างใด  โดยเฉพาะกุยช่าย ซึ่งชอบดินที่ระบายอากาศได้ดีและไม่ต้องฉีดยา เติบโตได้ดีกว่าการปลูกในดินอย่างเห็นได้ชัด

ครูสมหวัง กล่าวว่า จุดเริ่มต้นเกิดจากการเห็นพิษภัยในการใช้สารเคมีในการเกษตร เวลาที่โรงพยาบาลยุพราช อำเภอจอมบึง มีการตรวจหาสารพิษในผักตามท้องตลาดก็จะพบทุกครั้ง และเคยมีเด็กนักเรียนในตำบลจอมบึงที่เสียชีวิตเพราะสารเคมีมาแล้ว ที่ตำบลจอมบึงเอง ก็มีการปลูกผักเยอะ และล้วนแต่เป็นผักที่ใช้สารเคมีทั้งสิ้น ตนเองจึงพยายามหาหนทางที่จะปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมี และสามารถควบคุมดูแลได้สะดวก เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่

“ถ้าเราปลูกในพื้นที่กว้าง เราจะดูแลไม่ทั่วถึง แต่ถ้าเราปลูกในพื้นที่น้อย เราก็ใช้ดินน้อย รดน้ำก็สะดวก อย่างกุ้ยช่ายจะเห็นชัด คือถ้าเราปลูกเยอะเราก็ได้เยอะ แล้วเราทยอยตัด แต่ละเดือนได้เท่าไร ก็เห็นตัวเลขเลย หรืออย่างผักชีเอง ถ้าในช่วงฝนตกชุก ผักชีจะเสีย เราก็สามารถขยับเข้าร่มได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ นอกจากนี้ผมยังพบว่า ปุ๋ยที่ดีที่สุดซึ่ง ได้แก่น้ำขี้ปลาจากบ่อเลี้ยงปลา ผมเอาไปรดโคนต้นกล้วย ได้กล้วยเครือใหญ่ถึง 15 หวี และเอาไปรดโคนไผ่ ก็จะได้ดินไผ่แท้ๆ ที่เป็นปุ๋ยอย่างดี ซึ่งเราไม่ต้องเสียเงินไปซื้อเลย ซึ่งในส่วนของการสานตะกร้าจากสายรัดพลาสติกนั้น ตอนนี้ก็ได้มีการขยายออกไปในตำบลจอมบึง มีคณะกรรมการและสมาชิกที่มาร่วมกลุ่ม หัดสานและนำไปใช้ รวมทั้งเรายังได้นำไปสอนให้นักเรียนที่โรงเรียนบ้านหนองขนากได้หัดทำตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6 อีกด้วย”

ครูสมหวัง ยังกล่าวอีกว่า การขยายกลุ่มนั้นได้เริ่มแนะนำจากการปลูกผักที่ไม่ต้องฉีดยาคือกุ้ยช่าย ก่อนจะขยายไปสู่ผักที่ปลูกยากขึ้นเช่น คะน้า กวางตุ้ง แต่จะใช้สารสมุนไพรฉีดไล่แมลงแทนสารเคมี ซึ่งข้อดีที่เน้นย้ำคือ ทุกคนสามารถสานตะกร้าได้เอง ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก ดูแลง่าย และได้ผักปลอดสารพิษที่สามารถปลูกกินเองได้

ด้านเด็กชายธีรภัทร กิจพร้อมพล ชั้น ป.5 กล่าวว่า ปัจจุบันคนซื้อผักที่ตลาด ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไม่มีพื้นที่ หรือไม่มีความสะดวกที่จะปลูกผักเอง แต่ผักในตลาดก็มียาฆ่าแมลงมาก แต่ถ้าเราสามารถจัดพื้นที่ในบ้านเพื่อปลูกผักสวนครัวได้ เราก็จะได้ผักที่สดและสะอาดปลอดภัย  “พวกเราได้ฝึกทำตะกร้าจากสายรัดพลาสติกชนิดทนแดด ได้ฝึกการปลูกผัก การเก็บเกี่ยว และได้นำไปทดลองปลูกที่บ้าน เพราะว่าพวกเราส่วนใหญ่จะมีบ้านอยู่ในฟาร์มหมู ไม่ค่อยมีพื้นที่ปลูกผัก ซึ่งพอเราได้เอาตะกร้าไปปลูกผักที่บ้าน ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกับที่ปลูกที่โรงเรียน ตอนนี้บ้านของพวกเราทุกคนก็จะมีตะกร้าปลูกผักเพื่อใช้ปลูกผักสวนครัวไว้กินเองทุกบ้านครับ”

ส่วนเด็กหญิงภัทรวดี คนบุญ ชั้น ป.5 กล่าวว่า ตนเองได้หัดสานตระกร้ามาหลายปีแล้ว เมื่อสานตะกร้าเสร็จก็จะนำดินและใบไม้จากป่าใส่ลงไปในตะกร้า จากนั้นจึงนำต้นไม้ลงปลูก สิ่งสำคัญคือการวางตะกร้าให้ชิดกัน เพื่อป้องกันแสงแดดส่องถึง ซึ่งจะทำให้ก้นตะกร้ามีความชื้น และจากการเก็บข้อมูลการทำงานพบว่า ม้วนสายรัดพลาสติก 1 ม้วนขนาดใหญ่ราคา 250 บาท สานตะกร้าได้ถึง 34 ใบ เฉลี่ยต้นทุนเพียงแค่ใบละ 7 บาทกว่าๆ เท่านั้น

“เมื่อพวกหนูปลูกผักได้มาก ก็นำออกไปจำหน่าย บางส่วนก็เอามาแปรรูปเป็นขนมกุยช่ายอบไอน้ำ หรือนำมาผสมในขนมทองพับ แล้วก็นำไปขาย รายได้จากการขายก็นำมาสะสมเป็นทุนการศึกษา ตอนนี้นอกจากสานตะกร้าแล้ว พวกหนูก็ได้ลองทำเป็นตะกร้าอันเล็ก ใส่ถ่านไม้ไผ่ ซึ่งนอกจากจะสามารถช่วยดูดกลิ่นได้เป็นอย่างดี แล้วก็ยังช่วยดูดซับรังสีจากจอโทรทัศน์ และจอคอมพิวเตอร์ได้ด้วย ถ่านไม้ไผ่ก็ได้จากบ้านครูสมหวังซึ่งมีอยู่มาก ต้นไผ่ที่ล้มตายก็มาก พวกหนูก็เลยปรึกษาคุณครูว่าอยากลองทำดู พวกเราที่นี่ ยกเว้นน้องๆ อนุบาล จะมีหน้าที่กันหมดทุกคน พอพักเที่ยงก็มาช่วยกันสานตะกร้า พอสานเสร็จก็สะสมไว้ที่ห้องเศรษฐกิจพอเพียง แล้วก็ได้นำไปประกวดโครงงานอาชีพ เด็กนักเรียนที่นี่ตั้งแต่ระดับชั้น ป.1-ป.6 จะสานตะกร้าเป็นทุกคนเลยค่ะ”

แม้จะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนเพียง 63 คนและครูประจำเพียงไม่กี่คน แต่ด้วยศักยภาพที่เปี่ยมล้นของทั้งครูและนักเรียน ร่วมกับการส่งเสริมจากองค์การบริหารส่วนตำบลจอมบึง ทำให้โรงเรียนบ้านหนองขนาก เป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญตามโครงการชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งหากใครได้มาเยือนโรงเรียนบ้านหนองขนาก จะได้พบเห็นผักสวนครัวที่ปลูกในตะกร้าสานจากสายรัดพลาสติก ใบอวบเขียวอย่างไม่ต้องพึ่งสารเคมี วางเป็นแถวแนวอยู่ทั่วบริเวณ ซึ่งนอกจากการสานตะกร้า ปลูกผัก ทำขนมแล้ว นักเรียนที่นี่ยังมีกิจกรรมสร้างรายได้อื่นๆ อาทิ การเลี้ยงปลาดุก การทำน้ำกระเจี๊ยบบรรจุขวดพร้อมดื่ม สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่นักเรียนได้เก็บไว้เป็นทุนเพื่อการเรียนต่อในระดับมัธยม

“ตะกร้าสานจากสายรัดพลาสติก” ดูเหมือนจะง่าย ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ในความไม่มีอะไรนั้นเองกลับซ่อนประสิทธิภาพที่น่าทึ่งเอาไว้ ภาชนะธรรมดาๆ จากการคิดค้นของคุณครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านหนองขนาก ได้กลายเป็น โครงงานของโรงเรียนที่ได้รับรางวัลจากการประกวดอย่างต่อเนื่อง และกำลังจะเป็นนวัตกรรมสำคัญที่เปลี่ยนแปลงการปลูกผักในพื้นที่ตำบลจอมบึงรวมถึงพื้นที่อื่นๆ ที่ให้ความสนใจ ในอนาคตอันใกล้นี้

จับมือ 42 อปท. ร่วมสร้าง“ตำบลเกษตรกรรมยั่งยืน”

 

ลงนามความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับเครือข่ายร่วมขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีผู้แทนจาก 42 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมงานกว่าสามร้อยคน

นายยุทธนา วิริยะกิตติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงานว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีการปลูกข้าวหอมมะลิเป็นอันดับหนึ่งของประเทศและมีการทำเกษตรกรรมยั่งยืนมาเป็นเวลานาน โดยเป็นนโยบายของจังหวัดที่มุ่งสนับสนุนมาโดยตลอด จึงทำให้จังหวัดสุรินทร์มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน

“จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงในด้านการทำเกษตรอินทรีย์มาโดยตลอด ซึ่งเรื่องข้าวเป็นสิ่งที่โดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ เพราะพื้นที่จังหวัดสุรินทร์มีการปลูกข้าวหอมมะลิมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศและของโลก คือมีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึงหนึ่งล้านไร่ รวมทั้งพื้นที่ในการปลูกข้าวอินทรีย์ที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้ ทางสำนักพระราชวังยังได้สั่งซื้อข้าวจากจังหวัดสุรินทร์ทุกๆ ปี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของชาวจังหวัดสุรินทร์”

ด้านนายเกษมศักดิ์ แสนโภชน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มดำเนินนโยบายด้านเกษตรยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เมื่อสิบกว่าปีก่อน ได้กล่าวว่า มีคำกล่าวของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า กมฺมุนา วตฺตติโลโก หรือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ก็คือการคิดดี พูดดี ทำดี ซึ่งย่อมจะได้รับผลตอบแทนที่ดี การร่วมกันทำงานเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน ก็ย่อมจะเกิดผลดี คือได้ผลิตอาหารที่ดีแก่ตนเอง แก่ครอบครัว แก่ชุมชน และแก่สังคมไทย

“สิ่งที่เราได้มาร่วมกันทำในวันนี้เป็นกรรมดี จะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีในวันข้างหน้า ในชุมชนของเรามันมีปัญหาสองอย่างที่สำคัญ หนึ่งคือจน สองคือเจ็บ ชาวบ้านทำไร่ทำนาสุดท้ายก็เป็นหนี้เหมือนเดิม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์อยู่ดีๆ ยังมีคนมาบอกให้ซื้อปุ๋ยเคมีไปใช้อีก ดังนั้นการทำเกษตรอินทรีย์คือการลดต้นทุนการผลิต คือการพึ่งตนเอง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เราเคยถามตัวเองบ้างหรือไม่ว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร แต่สำหรับผมซึ่งอายุ 67-68 ปี ได้ค้นพบสัจธรรมแล้วว่า ผมต้องการมีสุขภาพอนามัยที่ดี ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ผมมีเพื่อนหลายคนที่มีเงินมากมาย แต่กลับมีสุขภาพย่ำแย่ ซึ่งมันทำให้ผมได้คิดว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อผมแก่ ผมก็ไม่อยากเจ็บ และอยากจะตายอย่างไม่ทุกข์ทรมาน ซึ่งการทำให้ร่างกายสุขภาพดีนั้น ประการที่หนึ่งก็ควรจะเป็นการบริโภคอาหารที่ดี เพราะคุณจะเป็นเช่นไร มันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณกินเข้าไปนั่นเอง”

ส่วน นายสมพร ใช้บางยาง ประธานคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 3 สสส. ได้กล่าวว่า งานในวันนี้เป็นก้าวหนึ่งของการสานต่องานขับเคลื่อนโครงการตำบลสุขภาวะในประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งที่ผ่านมา ในส่วนของภาคอีสานได้เคยมีการจัดทำเป็นปฏิญญาคือปฏิญญาชัยภูมิ ในส่วนของภาคกลางคือปฏิญญาเพชรบุรี งานวันนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามปฏิญญาดังกล่าว

“การทำงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนนั้น ทุกท่านคงทราบดีถึงพิษภัยจากสารเคมีที่ใช้ ซึ่งส่งผลต่อพี่น้องประชาชนในชุมชนของเรา เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ระดับโลกเองก็ให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัญหาโดยตรงต่อสุขภาพ การที่เราได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ตำบลทมอนั้น จะทำให้เราได้ศึกษาวิธีคิด วิธีการทำงาน ในด้านเกษตรกรรมยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายคือการมองให้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องสุขภาพ แม้ว่าประเทศเราจะมุ่งเน้นในเรื่องอุตสาหกรรมตามการพัฒนาแบบทุนนิยม แต่แท้จริงแล้ว วิถีเกษตรกรรมก็ยังคงเป็นแกนหลักของชุมชนอยู่ ดังนั้นนอกจากเรื่องสารพิษ สารเคมีแล้ว ในบริบทของชุมชนท้องถิ่น การทำการเกษตรก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นอยู่ดี เพียงแต่เราต้องกลับมาคิดว่า ทำอย่างไรจึงจะให้วิถีการเกษตรของเรา เป็นวิถีที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และมีคุณประโยชน์ต่อชุมชน ต่อสังคม”

นอกจากนี้ นายสมพร ยังกล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว การทำการเกษตรยั่งยืนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ทำให้พี่น้องประชาชนได้ประกอบสัมมาชีพ ซึ่งเลี้ยงตัวเองได้ ทำให้ดำรงชีพได้อย่างมีความสุข ซึ่งงานในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการคิด ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีงาม ที่ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคตด้วยตนเอง ซึ่งการเริ่มต้นที่จังหวัดสุรินทร์นั้น เพราะเมื่อสิบกว่าปีก่อน ทางจังหวัดได้ประกาศว่า จะทำให้ทั้งจังหวัดเป็นพื้นที่ในการทำการเกษตรกรรมยั่งยืน และการเริ่มต้นที่ตำบลทมอนั้น เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมมากที่สุด

สำหรับตำบลทมอนั้น เป็นตำบลที่มีการดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ มาตั้งแต่ปี 2540 โดยเริ่มต้นงานด้านพันธุกรรมพื้นบ้าน ทำการค้นหาและเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นเมืองได้กว่ายี่สิบสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเฉพาะที่พิเศษและโดดเด่น อาทิ “ข้าวปกาอำปึล” เป็นข้าวเจ้าชนิดข้าวเบา เหมาะจะปลูกในที่ดอน ต้องการน้ำน้อย ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เก็บเกี่ยวได้เร็ว ที่สำคัญคือเมื่อสีเป็นข้าวกล้องแล้ว จะนุ่ม ไม่แข็ง รสชาติอร่อย  , ”ข้าวเนียงกวง” เป็นข้าวเจ้าชนิดข้าวหนัก ให้ผลผลิตมาก นอกจากนำมาหุงรับประทานแล้ว ยังสามารถแปรรูปเป็นขนมพื้นบ้านหรือทำขนมจีนรสชาติดีได้อีกด้วย หรือ “ข้าวบักระเต๊ะ” หรือ ข้าวเกวียนหัก เป็นข้าวหนัก ให้ผลผลิตสูง

นอกจากเรื่องพันธุกรรมพื้นบ้านแล้ว ตำบลทมอยังมีแหล่งเรียนรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ที่น่าสนใจอีกหลายแหล่ง อาทิ การจัดการกองทุนเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรทำการเกษตรแบบยั่งยืน ซึ่งค่อยๆ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเกษตรกรให้ใช้สารเคมีน้อยลงและหันกลับมาทำการเกษตรแบบธรรมชาติ , แหล่งเรียนรู้เกษตรกรรมธรรมชาติ ซึ่งมีการทำการเกษตรแบบครบวงจร ทั้งนาข้าว เลี้ยงปลา ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ การทำปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ,แหล่งเรียนรู้ปศุสัตว์อินทรีย์ ซึ่งเป็นการเลี้ยงสุกรด้วยระบบอินทรีย์ ทำให้เนื้อที่ได้มีคุณภาพ เก็บได้นานกว่าเนื้อสุกรตามท้องตลาด คอกสุกรไม่มีกลิ่นเพราะใช้น้ำจุลินทรีย์ รวมทั้งยังนำมูลสุกรไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกด้วย , แหล่งการเรียนรู้ตลาดสีเขียว ซึ่งเป็นการจัดการนำผลิตผลจากการทำเกษตรอินทรีย์และสินค้าแปรรูปของสมาชิกมาจำหน่ายในตำบล ในอำเภอปราสาท และในอำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ รวมทั้งแหล่งเรียนรู้การบริหารจัดการตำบลแบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งนายทัศน์พงษ์ ตนกลาย นายก อบต.ทมอ เป็นวิทยากรบรรยายด้วยตนเอง ดังนั้น ตำบลทมอจึงมีผลงานด้านเกษตรกรรมยั่งยืนที่โดดเด่น เป็นต้นแบบ เป็นแหล่งเรียนรู้ ที่มีผู้ให้ความสนใจมาศึกษาดูงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

การลงนามความร่วมมือของ สสส. ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำนวน 42 ตำบล ครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนงานตำบลสุขภาวะ ในประเด็นเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งเป็นอีกย่างก้าวหนึ่งที่จะช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาวะให้เกิดขึ้นแก่ชุมชน และสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม.-

รั้วกินได้ กำแพงที่ไม่เคยปิดกั้น หัวใจแบ่งปันของบ้านห้วยพรหม

เรื่องและภาพ : กฤตพจน พงศ์ถิรประสิทธิ์, ทรงยศ กมลตวิกุล

“รั้วอะไรก็ไม่สู้รั้วต้นไม้” เป็นคำกล่าวของ ชัยภัทร ย่อมสระน้อย แกนนำแหล่งเรียนรู้ชุมชนพอเพียง บ้านห้วยพรหม ซึ่งมีความเชื่อว่า ต้นไม้ไม่มีเก่านานวันยิ่งมีค่า ปลูกไว้ไม่มีอะไรเสียหาย ซึ่งตลอดระยะเวลาหลายปีที่ทำมา ได้เป็นบทพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของการสร้างรั้วต้นไม้ขึ้นมา บริเวณพื้นที่รอบๆ บ้าน เมื่อสีเขียวที่เห็นเด่นงาม ได้กลายเป็นอาหารในแต่ละวัน และเป็นสิ่งซึ่งแบ่งปันกันในชุมชน

ลุงชัยภัทร เป็นครูประจำโรงเรียนบ้านโนนเหลื่อม ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 ของตำบลอุดมทรัพย์ การรับราชการคืออาชีพเดียวที่ลุงชัยภัรยึดปฏิบัติมานาน โดยสอนวิชาการงานพื้นฐานอาชีพ และวิชาวิทยาศาสตร์ ซึ่งนั่นคือภาคส่วนหลักของชีวิต หากแต่เรื่องเกษตรกรรม อาจบอกได้ว่า เป็นความสามารถที่ผูกติดกับชีวิตคนชนบทมาช้านาน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่สวนของลุงชัยภัทรจะเขียวชอุ่มไปด้วยพืชผักสวนครัวถึง 60 ชนิด ไม่นับรวมไม้ผลไม้ดอกที่เติบโต แทรกเติมแต่งความสวยงามให้ประจักษ์แก่สายตาผู้พบเห็น

“ผมปลูกผักเอาไว้กิน และแบ่งปันให้เพื่อนบ้านเป็นหลัก ทำเสมือนเป็นกิจกรรมยามว่าง ก่อนที่จะถูกยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้ในช่วงหลัง ผมปลูกไปตามฤดูกาล มีทั้งผักและผลไม้ให้ หอม กระเทียม โหระพา ฟัก หมาก มะกอกน้ำ มะเฟือง มะไฟ แล้วก็มีอีกมาก ไล่ไม่ครบ สดกว่าเก็บในตู้เย็นอีก และช่วงเวลาที่เราควรเก็บผัก ก็คือช่วงเช้าเพราะพืชจะกักเก็บสารอาหารไว้มากที่สุด” ลุงชัยภัทรเล่า อย่างเป็นกันเอง หัวเราะ และยิ้มแย้มตลอดเวลา คงเป็นผลสืบเนื่องจากการอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี

บ้านลุงชัยภัทรเป็น 1 ในบ้านตัวอย่างของชุมชนบ้านห้วยพรหม ที่ตำบลใกล้เคียงต่างเข้ามาศึกษาเรียนรู้ ถึงกระบวนการในการผลิต รวมถึงการดูแลรักษา ยิ่งเมื่อภายหลังได้รับการยกระดับเป็นแหล่งการเรียนรู้กลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืนที่สำคัญแหล่งหนึ่งของตำบลอุดมทรัพย์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก็ยิ่งทำให้รั้วของลุงชัยภัทรได้ทำหน้าที่แบ่งปัน ตามเจตนารมณ์ที่ลุงว่าเอาไว้

“จริงๆ แล้ว เกือบทุกบ้านในห้วยพรหม ก็ได้ทำในสิ่งที่ผมทำอยู่ ซึ่งถือเป็นความน่ายินดี เพราะสิ่งนี้คือรากฐานของการดำรงชีวิต ตามวิถีทางเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกไว้กิน แบ่งปัน เหลือมากจึงนำไปขาย เป็นเงินเป็นทอง อย่างคนที่นี่เวลาจะเอาพืชผักในบ้านไปขาย ก็จะรวมตัวกัน เอารถไปคันเดียว ขายกลับมาก็มีเงินเหลือ แม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นรายได้ที่น่าภาคภูมิใจ” ลุงชัยภัทรเสริม

หากใครผ่านมาพูดคุยกับลุงชัยภัทร คงจะชอบใจแกทุกคน ด้วยความเป็นคนอารมณ์ดี มีเอกลักษณ์ตรงเคี้ยวหมาก ซึ่งแก่เล่าว่า ติดมาจากแม่ยาย ไม่รวมทั้งความรู้มากมายที่ยินดีมอบให้ด้วยความเต็มใจ

เมื่อเดินผ่านออกมาจะเห็นสภาพพื้นที่โดยรอบของบ้านห้วยพรหม ปฏิเสธไม่ได้ว่า ลักษณะของพื้นที่นั้นเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน บ้านห้วยพรหมมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ เหมาะแก่การเพาะปลูก ทั้งทำนา ทำไร่ หรือแม้กระทั้งการเลี้ยงสัตว์ พื้นที่นี้จัดว่าเพียบพร้อม แต่กระนั้น มิตร ปนพรหมราช ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านห้วยพรหม กลับยอมรับว่า ที่นี่มีปัญหาอย่างหนึ่งที่ประสบพบเจอมาโดยตลอด ก็คือ น้ำท่วม

บ้านห้วยพรหมมีลักษณะเป็นพื้นที่ราบ โอบล้อมด้วยภูเขา จึงมักประสบปัญหา แต่ก็ยังนับว่าโชคดี เพราะตำบลอุดมทรัพย์มีการอนุรักษ์ป่าไม้ จึงทำให้ไม่เจอหนักเหมือนอย่างที่อื่น ซึ่งด้วยความอุดมสมบูรณ์นี้เอง จึงทำให้บ้านไหนก็สามารถปลูกผักไว้กินเองได้

ผู้ใหญ่มิตร เสริมอีกว่า ชาวบ้านห้วยพรหมปลูกผักริมรั้วมานานแล้ว ทุกบ้านต่างไม่หวงผักที่ตัวเองปลูก บ้านไหนขาดเหลืออะไร ลองเดินไปตามรั้วของเพื่อนบ้าน บอกกล่าวแล้วหยิบไปใช้ทำกินกันได้ เรื่องนี้เป็นที่รู้กัน

ผักสวนครัวของคนบ้านห้วยพรหมนั้นครบเครื่อง เพราะแม้จะเป็นผักริมรั้ว หากแต่เป็นรั้วที่กว้างใหญ่ไพศาลด้วยน้ำใจ ขอบเขตจึงมิได้อยู่เพียงแค่บ้านของตนเอง อย่างที่บ้านผู้ใหญ่มิตรนั้น ก็มีทั้ง ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด โหระพา ฟัก มะนาว มะรุม และผักอื่นๆ อีกมาก ไม่นับรวมผลไม้ที่มีทั้งมะกอกน้ำ กล้วยนานาพันธุ์ และอื่นๆ

นอกจากนี้ บ้านห้วยพรหมยังแว่วเสียงดนตรีจากธรรมชาติ ให้ได้ยินกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเหล่าบรรดานักดนตรีคือ ลูกไก่ที่วิ่งตามแม่ไก่ไปไหนมาไหน โดยเฉพาะตอนให้อาหาร เมื่อไก่โตได้ที่ ก็จะนำมาปรุงอาหาร ให้ลูกหลานและคนในครอบครัวได้รับประทานกัน

ส่วนอุดมศักดิ์ พาหอม รองผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 เสริมว่า คนห้วยพรหมส่วนใหญ่ไม่ต้องซื้อกับข้าว หากินภายในรั้วบ้าน หลายบ้านขุดบ่อ เอาปลามาลง เลี้ยงจนตัวโตแล้วค่อยนำมาปรุงอาหาร ส่วนบนพื้นดินก็มีไก่วิ่งไปมา ซึ่งเลี้ยงกันแทบทุกบ้าน

“เราอยู่กับแบบเรียบง่าย ในบางวันแทบไม่ต้องเสียเงินค่าอาหาร บ้านห้วยพรหมมีนา มีน้ำ มีผัก มีทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต หยิบเอาจากรั้วหน้าบ้านมาทำกินกัน ขาดเหลือสิ่งใด ลองไปขอเด็ดเอาจากเพื่อนบ้าน อย่างที่บ้านผม กินกันประจำก็แกงจืดฟัก แกงมะรุม เพียงแค่ไม่กี่ก้าว ก็ถึงครัว ชีวิตง่ายทีเดียว” รองผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 กล่าว

นอกจากนี้ ความน่ายินดีอย่างหนึ่งก็คือ การปลูกผักริมรั้วได้เป็นเรื่องราวของครอบครัว ทำให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงประโยชน์ ทั้งได้รู้จักพืชผักพื้นบ้าน อย่างที่บ้านลุงชัยภัทรเอง ลูกๆ ก็เป็นแรงหนึ่งที่ช่วยสรรค์สร้างรั้วสีเขียวให้งอกงาม

“ลูกๆ ผมเขาชอบไม้ดอกเป็นพิเศษ เขาก็จะไปหาเอามาปลูกแซมไว้กับพืชผัก ซึ่งมองแล้วก็ดูสวยดี จริงๆ ปลูกอะไร ก็ปลูกได้ทั้งนั้น ถ้าเขาอยากปลูก เพราะสิ่งสำคัญคือ เหมือนเราได้ปลูกต้นไม้ลงในหัวใจเขาด้วย” ลุงชัยภัทรสรุป

บรรเลงแทงโก้ ในสวนสมรม

ปี 2505 เกิดวาตภัยในภาคใต้ พื้นที่การเกษตรรวมถึงสวนสมรมหลายแห่งในตำบลชุนทะเล อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็ได้รับความเสียหาย ปีถัดมามีกองทุนสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเริ่มสนับสนุนให้ปลูกผลไม้ หรือต้นไม้เป็นแถวเป็นแนว ซึ่งชาวบ้านต่างเห็นพ้องต้องกัน เพราะถึงอย่างไรก็ดีกว่าการปลูกสะเปะสะปะ

ประเสริฐ บรรจบกาญจน์ เป็นเกษตรกรชาวสวน เป็นเจ้าของสวนสมรมที่ยังคงวิถีของสวนสมรมโบราณอยู่ พื้นที่กว่า 65 ตารางกิโลเมตรในขุนทะเลเป็นสวนสมรม ไม่แปลกที่สองข้างทางจะเขียวชอุ่ม

“การปลูกสวนสมรมมีข้อดีคือ การปลูกมังคุด ลองกอง ลางสาด ทุเรียนบางครั้ง มันเป็นผลพร้อมกัน มีรายได้จากทุกทาง ยิ่งถ้าผลไม้ชนิดไหนออกนอกฤดูกาล รายได้ก็จะยิ่งงามนัก ยกตัวอย่าง มังคุด ในฤดู ราคาอาจจะอยู่ที่ 30-50 บาท แต่นอกฤดู ราคาพุ่งไปถึงร้อยกว่าๆ สวนสมรมเพิ่มรายได้ของครัวเรือน แทนที่จะได้มังคุดอย่างเดียว เราก็ได้ลางสาด ลองกอง ทุเรียนด้วย ถ้ามันเป็นผลพร้อมกันนะ” ประเสริฐเล่า

ข้อเสียอาจอยู่ที่แสงสว่าง พืชบางชนิดต้องการแสงสว่าง เมื่อพืชบางชนิดต้องการแสงมาก แต่ภายในสวนสมรมมีข้อจำกัดเพราะร่มเงา ผลที่ที่ได้จะไม่ค่อยสมบูรณ์ อาจต้องปลูกเป็นระยะ เพื่อให้มีแสงมีอากาศพอเพียง เป็นการหาช่องว่างของธรรมชาติด้วยความเข้าใจ

ประเสริฐบอกอีกว่า สวนสมรมเป็นรายได้หลักไม่ได้ วิถีการปลูกแบบสวนสมรมเหมาะแก่การบริโภคเอง เหมือนแนวคิด ‘ตู้เย็นนอกบ้าน’ ของสมบูรณ์ เกษตรกร 100 เปอร์เซ็นต์

“ถ้าทำสวนสมรมอย่างเดียวอาจอยู่ลำบาก ต้องมีรายได้หลัก สวนสมรมเป็นกำไรที่ไม่ได้คาดหวัง” ประเสริฐสรุป

นอกจากการเป็นเกษตรกร ประเสริฐยังเล่นดนตรี โดยเขาเล่าว่า เมื่อก่อนมีจังหวะให้เล่นเยอะ ทั้งแทงโก้ สวิงอะไรต่างๆ เดี๋ยวนี้ คนฟังอยู่ไม่กี่จังหวะ แต่ด้วยความรักในเสียงดนตรีที่ยังต่อไฟในตัวให้ไปเล่นดนตรีอย่างสม่ำเสมอ

เพราะสำหรับประเสริฐ การเล่นดนตรีก็เหมือนการทำสวนสมรม ทำไปด้วยใจรัก