อนุรักษ์ป่าชุมชน โลตัสหลังบ้านเรา

DSC_6523

จากสภาพป่าไม้ที่เห็นในปัจจุบัน แทบไม่น่าเชื่อว่า ในอดีตประมาณ 20-30 ปีที่แล้ว พื้นที่ในตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก ประสบวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก หากแต่วันนี้ เกือบทุกหมู่บ้านในตำบลนาบัว มีป่าที่เขียวชอุ่ม น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรธรรมชาติมีให้จนเหลือกินเหลือใช้ แทบไม่เห็นร่องรอยของภูเขาหัวโล้นอีกต่อไป

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2525-2526 ก่อนหน้านั้น ป่าและชุมชนพึ่งพากันและกันมาตลอด ในลักษณะคนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้ จนกระทั่งถึงช่วงปี 2525 กรมป่าไม้ให้สัมปทานแก่บริษัท แสงศิริค้าไม้

โลกความจริงมักโหดร้ายเสมอ คนที่ทำลายป่า ไม่ใช่เฉพาะบริษัทที่ได้สัมปทาน ชาวบ้านในสมัยก่อนก็ไม่ใช่ย่อยในเรื่องทำลายป่า จากที่เคยทำไร่ทำนา เฉพาะพื้นที่ราบ พอมีการตัดถนน พื่อขึ้นไปเอาไม้ ชาวบ้านก็ใช้เส้นทางเดียวกันนี้ ขึ้นไปแผ้วทางถางป่าเพื่อทำการเกษตร

มีคำบอกเล่าว่า ภูเขาทั้งลูกมองไปเห็นแต่ไร่ข้าวโพด ผลจากความมักง่ายและมักมาก ทั้งจากรัฐจากบริษัทค้าไม้ และจากชาวบ้านบางส่วน ป่าไม้ที่เคยอุดมสมบูรณ์ น้ำที่เคยมีตามฤดูกาล บรรดาของป่า สัตว์ป่าสัตว์น้ำที่ชาวบ้านเคยได้อาศัยลดลงอย่างรวดเร็วน่าใจหาย ฝนที่ควรตกตามฤดูก็ไม่ตกตามเวลาที่ควรจะตก หรือตกทีก็มากจนกลายเป็นน้ำป่า

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวจึงเริ่มมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งได้ร่วมกันจัดกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำน้ำตอนขึ้นมา ที่สำคัญงานนี้ภาครัฐไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย ภาคประชาชนทำเอง เริ่มต้นเองล้วนๆ ยากสุดคือการสร้างความเข้าใจ ในที่สุดก็ได้รู้ว่า หลักเขตเจ้าปัญหาที่เห็นตั้งแต่เดินทางเข้ามาที่นาบัว ที่แท้เป็นหลักเขตที่ใช้กำหนดเขตป่าชุมชน

อุดม สอนศรี สารวัตรกำนันตำบลนาบัว เล่าว่า “หลังจากที่ชุมชนเกิดวิกฤติความแห้งแล้ง วิกฤติความอดอยาก ราวปี 2538 คนกลุ่มหนึ่งในหมู่ 11บ้านร้องกอก รวมตัวคิดขึ้นมาว่า ลองอนุรักษ์ป่าสักขั้นตอนดีไหม เผื่ออะไรจะดีขึ้นบ้าง แรกๆ มีคนร่วมกลุ่มอยู่ 7 คน เราเอาเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการหมู่บ้าน เสนอว่า จะทำแนวกันไฟและกำหนดเขตป่าอนุรักษ์ ซึ่งเมื่อโหวตเสียงกัน เราก็ได้เสียงข้างมาก จึงได้เริ่มต้นทำป่าชุมชนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ตัวกฎกติกาไม่ได้มีการห้ามอะไรมาก หรือห้ามนอกเหนือเขตที่กลุ่มอนุรักษ์ โดยจะห้ามตัดไม้สด ห้ามตัดไม้เผาถ่าน ในเขตการหาของป่าก็มีการกำหนดช่วงเวลา ไม่ใช่หากันทั้งปี อย่างการหาหน่อไม้ฤดูกาลหนึ่ง จะกำหนดให้ถึงวันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีเท่านั้น ถ้าผ่านไปแล้วก็ให้เริ่มต้นฤดูกาลอีกทีปีถัดไป ที่กลุ่มกำหนดก็เพื่อให้ป่าได้มีเวลาพักฟื้น ได้เจริญเติบโตใหม่

สารวัตรกำนันอุดม เป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีของกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำน้ำตอน เขาเล่าถึงแนวคิดของการอนุรักษ์ป่าชุมชน ที่เส้นทางของความสำเร็จ ใช่ว่าจะมาในช่วงเวลาข้ามคืน การทำป่าชุมชนต้องต่อสู้กับแนวความคิดของคนสมัยโบราณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความเชื่อเรื่องทฤษฎีการเผาป่าเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์มีมาตั้งแต่สมัยใด แต่ความเชื่อแบบนี้เองที่เคยเป็นหนึ่งในสาเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ของประเทศไทย คนที่นี่ก็เฉกเช่นเดียวกับคนที่อื่นๆ ในแต่ละปี ช่วงฤดูแล้งจะมีการเผาป่า เนื่องจากมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดที่ละเว้นการเผาป่าไป ปีนั้นป่าจะไม่อุดมสมบูรณ์ บรรดาเห็ด หน่อไม้ ผักป่าชนิดต่างๆ จะไม่ขึ้นมาให้ชาวบ้านได้เก็บกินเก็บใช้

“เราท้าพิสูจน์ความเชื่อโบราณ คนที่ไม่เห็นด้วย เราก็ต้องทำให้เห็น อย่างไฟป่าก็ต้องคอยระวัง เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่า ถ้าไม่เผาป่า วัวก็จะไม่ได้กินหญ้าอ่อน ปีแรกลำบากมาก เพราะต้องต่อสู้กับคนที่ทำเป็นประจำ พอถึงปีที่สาม ความอุดมสมบูรณ์ต่างๆ ในพื้นที่อนุรักษ์เริ่มกลับมา ของป่าต่างๆ เหลือกินเหลือใช้ เวลาใครจะทำกับข้าว ถึงกับมีคำพูดว่า เดี๋ยวเดินไปเก็บเห็ดเก็บผักที่โลตัสหลังบ้านก่อน พอผลออกมาอย่างนี้กลุ่มที่อนุรักษ์ก็มีกำลังใจทำงานต่อ” อุดมเล่า

เพิ่งจะมีปีหลังๆ ที่เริ่มมีหน่วยงานจากภาครัฐเข้ามาสนับสนุน อย่างกรมป่าไม้ในช่วงหลังๆ จะส่งเสริมด้านพันธุ์ไม้เศรษฐกิจต่างๆ ของส่วนรวมก็แบ่งๆ กันไป แต่ต้องเคารพกฎกติกา

อีกจุดที่เป็นปัญหาของการทำงานคือ ในจุดพื้นที่อนุรักษ์มักมีชาวบ้านจากหมู่อื่นๆ เข้ามาลักลอบหาของป่า ซึ่งตามนิสัยของคนที่นี่ก็ไม่น่าจะใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ถ้าคนที่เข้ามาใช้ประโยชน์เคารพกติกา แต่ก็มักแหวกกติกาให้เห็นอยู่เป็นครั้งคราว

“ส่วนใหญ่จะอ้างว่า ป่าเป็นของสาธารณะ คุณจะเอาไว้เป็นของตนเองได้ยังไง ผมพูดบ่อยๆ ว่า คนบ้านอื่นไปหาของป่าก็ไม่ได้หวง แต่ทำไมต้องไปจุดไฟ บางครั้งเราจะพูดกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ต่างๆ ให้ไปประชาสัมพันธ์เตือนชาวบ้านในหมู่ของตนว่า ไปหาของป่าในพื้นที่อนุรักษ์หมู่ 11เขาไม่ได้ว่า แต่ขอร้องอย่าไปจุดไฟ และให้ยอมรับกฎกติกา หลังๆ เราก็มีคำถามว่า ในนาบัวทุกหมู่บ้านมีป่าด้วยกันทั้งนั้น แต่ทำไมหมู่บ้านอื่นจึงไม่อนุรักษ์ป่า ในที่สุดแต่ละหมู่บ้านก็เกิดแนวคิดที่จะมีกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนขึ้นมา จนเกิดเป็นเครือข่ายในระดับตำบล” อุดมเล่าปัญหาให้ฟัง

ส่วนวิธีการลงโทษผู้ฝ่าฝืน จะมีคณะกรรมการร่วมกันในระดับตำบล ซึ่งจริงๆ แล้วคนที่จะทำผิดก็มีน้อยมาก เวลาใครเข้าไปใช้ประโยชน์จากป่า แล้วทำผิดกฎกติกา ชุมชนก็จะเอาเรื่องไปคุยในที่ประชุมว่า จะทำอย่างไรกับคนทำผิด โดยมากทำในลักษณะให้เกิดความอาย อาจจะมีการไปต่อว่ากันว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ อีกวิธีซึ่งเป็นวิธีที่ชาวบ้านกลัวมาก คือถ้าใครทำผิดซ้ำสอง เวลาเกิดความเดือดร้อนจะไม่ได้รับการช่วยเหลือจากชุมชนอีก ไม่ว่าจะด้านการเงิน หรือการช่วยเหลือจากระบบราชการต่างๆ

จะว่า มีแต่ปัญหาที่เกิดจากภาคประชาชนเองก็ไม่ถูกนัก เจ้าหน้าที่ภาครัฐเอง แรกๆ ก็ไม่พอใจนักที่ชาวบ้านเข้ามาจัดการป่าด้วยตนเอง กรณีปักป้ายแสดงเจตนารมณ์พิทักษ์ป่าชุมชน เป็นกรณีที่เห็นได้ชัดเจน เจ้าหน้าที่ป่าไม้มักวนเวียนมาถามว่า ใครเป็นคนเอาป้ายมาปัก ใครอนุญาตให้ชาวบ้านเข้ามาหาประโยชน์ เจ้าหน้าที่ป่าไม้มักจะเข้าใจว่า ชาวบ้านจะเข้าไปยึดป่า อย่างไรก็ดีหลังจากการพิสูจน์ การทำงานของชาวบ้านก็ได้รับการยอมรับจากกรมป่าไม้ และมีการทำงานร่วมกันในลักษณะทวิภาคี

ขยะฐานศูนย์ จัดการตั้งแต่ต้นทาง

IMG_4358

เศษขยะทั้งแบบ ‘เปียก’ และ ‘แห้ง’ เดินทางออกมาจากบ้านหนึ่งหลัง มาสมทบกับขยะจากบ้านอีกหนึ่งหลัง และอีกหลายๆ หลัง เมื่อขยะเหล่านี้ผ่านการหมักจนได้ที่เป็นที่มาของแมลงวัน เทศบาลตำบลปริกจึงออกแบบการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการจัดการขยะแบบครบวงจร หรือเรียกว่า ‘การจัดการขยะฐานศูนย์’ จัดการขยะตั้งแต่ต้นทางกลางทาง และปลายทาง

บ้านของ บังหลี-อาหลี หมัดหนิ ที่เป็นร้านอาหารด้วยนั้น แลไม่พบขยะกลาดเกลื่อนตามพื้นเลยสักชิ้น บริเวณข้างบ้านมีกรงที่บังหลีทำขึ้นมาเพื่อเก็บขยะประเภทขวดพลาสติกอย่างเป็นสัดส่วน

ต้นทางของการกำจัดขยะคือการแยกขยะเป็นประเภทๆ ประหนึ่งแยกน้ำออกจากปลา เมื่อแยกขยะออกจากกองก็จะพบขยะอยู่ 3 จำพวก ขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เปลือกผลไม้ เป็นต้น ขยะที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น ขวดแก้ว พลาสติก กระดาษ เป็นต้น และขยะที่หาประโยชน์ไม่เจอ เช่น ขยะพิษทั้งหลาย

บ้านบังหลีเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการกับขยะอินทรีย์ที่ต้นทางได้ด้วยตนเอง บังหลีขายอาหาร การเปลี่ยนเศษอาหารในร้าน อย่างใบตอง ไส้ไก่ เหล่านี้มาเป็นพลังงานทดแทนอย่างก๊าซชีวภาพถือเป็นทั้งการลดต้นทุนในการประกอบกิจการ และครูผู้ให้ความรู้แก่บังหลีไปในตัวด้วย

จากเดิมที่ใช้ก๊าซ 6 ถังต่อเดือน วันนี้บังหลีใช้ก๊าซเพียงถังเดียว ซึ่งกว่าจะเปลี่ยนทีก็กินเวลา 5-6 เดือน ด้วยเปลี่ยนมาใช้ก๊าซชีวภาพที่ผลิตเอง และเสริมพลังด้วย ‘เตาซูเปอร์อั้งโล่’ ซึ่งใช้ถ่านที่เคยเป็นขยะ เช่น กะลา นอกจากนี้บังหลียังนำขยะอินทรีย์มาทำน้ำหมักใช้ราดรดผักที่ปลูกอยู่ในสวนหลังบ้าน ผักที่ได้ก็ปลอดสารพิษ

ขณะที่บ้านของซาการียา หมัดเลียด เกษตรกรที่จัดการขยะตั้งแต่ต้นทางในบ้านเช่นกัน เขาผลิตก๊าซชีวภาพไว้ใช้เองเหมือนบังหลี นอกจากนี้เขายังผลิตน้ำยาอเนกประสงค์จากเศษผลไม้ไว้ใช้ในครัวเรือน ทั้งล้างจาน ซักผ้า ล้างห้องน้ำ

ซาการียายังเป็นเกษตรกรไม่ง้อปุ๋ย เพราะทำปุ๋ยหมักอินทรีย์เองที่บ้าน ไม่มีค่าใช้จ่ายเรื่องปุ๋ยคอยกวนใจ โดยเข้าสู่ปีที่ 4 แล้วที่ไม่ได้เสียเงินค่าก๊าซค่าปุ๋ย และค่าน้ำยาทำความสะอาดครัวเรือนต่างๆ แรกๆ เพื่อนบ้านต่างงุนงงที่ซาการียานำขยะมาแปรรูปเป็นก๊าซเป็นน้ำยาล้างจาน แต่เมื่อใช้ได้ผล เพื่อนบ้านเริ่มขอตัวเป็นศิษย์ แต่สิ่งที่ทำให้ซาการียาภูมิใจในการจัดการขยะที่ต้นทางคือ รอยเท้าเล็กๆ ของลูกชายวัยอนุบาลที่ย่างตามมา

“ผลิตภัณฑ์ที่ผมทำแล้วก็แจกจ่ายสู่เพื่อนบ้าน เด็กก็เห็นว่าผมทำอะไรมาตลอด เมื่อวันเด็กที่ผ่านมา ลูกไปจับฉลากได้รางวัลเป็นน้ำยาปรับผ้านุ่มมา 1 แพ็ค ลูกผมเอาคืนให้คุณครู เด็กบอกว่าที่บ้านพ่อทำแล้ว ที่บ้านมีเยอะแล้ว นี่คือส่วนหนึ่งที่ปลูกฝังไปสู่ลูก แม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม แต่เด็กซึมซับสิ่งที่เรามีแล้ว เราไม่ต้องการแล้ว” ซาการียาบอก

ซาการียาพยายามปล่อยสารพิษให้ออกไปนอกบ้านให้น้อยที่สุด เพราะเชื่อว่า เมื่อเราทำสิ่งดี สิ่งที่จะย้อนกลับมาย่อมไม่ใช่สิ่งเลวร้าย

“สิ่งที่เราใช้ทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วมมันไหลลงสู่คูคลอง ณ ปัจจุบัน น้ำในคลองมันจะดื่มไม่ได้อยู่แล้ว โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่สะสมสารพิษไว้เยอะ ถ้าเราพยายามใช้อย่างนี้ (น้ำยาอเนกประสงค์) น้ำที่ไหลลงไปมันมีสารพิษน้อยหรือแทบไม่มี เมื่อน้ำดี ดินก็ต้องดี ต้นไม้ใบหญ้าก็เติบโตได้ดี ทำให้ป่าดี สัตว์ป่าก็รับผลประโยชน์ สุดท้ายเมื่อดินดี น้ำดี สัตว์ป่าดี มนุษย์ก็ได้รับผลประโยชน์ เมื่อมนุษย์ได้รับผลประโยชน์ มนุษย์ก็มีความสุข ได้รับสิ่งที่ดีจากธรรมชาติ มนุษย์ก็จะมีความคิดดีๆ เมื่อความคิด ดี สิ่งต่างๆ ก็จะดีขึ้นไปด้วย มันวนเวียนเป็นวัฏจักรหัวใจจริงๆ มันก็ขนาดเท่ากำปั้น มันมีหน้าที่สำคัญคือสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงสมอง คนเราถ้าหัวใจไม่ดีอย่างเดียว อย่างอื่นมันก็ไม่ดี วันนี้ถ้าหัวใจไม่ดี ทุกอย่างก็จบ” ซาการียาสรุป

 

ป่าหินกอง อาณาจักรของความอุดมสมบูรณ์

SONY DSC

หนู เป็นคนรูปร่างผอมสูง นนท์ รูปร่างสันทัด ทั้งสองมียิ้มละไมอยู่บน ใบหน้าเหมือนๆ กับชาววังใหม่ทุกคน ทางขึ้นเนินต้องผ่านศาลารกร้างที่เจ้าของเดิมสร้างไว้ตรงตีนเขา มีฝายกักเก็บน้ำที่ชาวบ้านหมู่ 8 รวมถึงอาสาสมัครร่วมกันสร้างไว้เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ด้านล่างบึงไต่ลงไปจะพบน้ำตกขนาดย่อม มีกระสอบทรายวางขวางทางน้ำ

ไม่นานพลพรรคสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ชุมชนบ้านหินกอง หมู่ 8 ตำบลวังใหม่ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี อีกสามคนก็มากันครบ มี พี่ตี๋ ลุงติ่ง และลุงเปี๊ยก ทั้งหมดเป็นอาสา สมัครป้องกันป่าเขาทลาย เช่นเดียวกับหนู และนนท์ ทั้งสามล้วนเป็นรุ่นใหญ่ที่เกิดและเติบโตทันยุคการต่อสู้กับนายทุน บริษัทค้าไม้ สมัยเดียวกับที่หลวงพ่อใช่ และผู้ใหญ่สมคิดเคยร่วมต่อสู้ด้วยกันมา

ป่าเขาทลาย หรือที่ชาวบ้านแถวนี้เรียกกันนานเนิ่นว่า ‘ป่าหินกอง’ ระหว่างทางกลุ่มอนุรักษ์ก็หยุดพูดคุยกันเป็นระยะ ตั้งข้อสังเกตตามกิ่งไม้ที่หักคาลงมาว่า อาจเป็นฝีมือคนนอกเข้ามา เพราะวันก่อนพวกเขายังไม่เห็น ทางซ้ายมือเป็นทางน้ำเล็กๆ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘โกรกน้ำ’ อันเป็นภาษาถิ่นของคนที่นี่

ป่าในเทือกเขาทลายรกครึ้มไปด้วยแมกไม้ ทั้งหมดเดินด้วยความเร็วสม่ำเสมอ เป็นไปตามที่ผู้ใหญ่สมคิด เล่าให้ฟัง เพราะป่าให้ชีวิต เราถึงไม่อาจขาดป่าได้ ทั้งที่ป่าไม่มีเรา ป่าก็อยู่ได้ และอาจอยู่ได้ดียิ่งกว่าด้วย มนุษย์โลภตัดไม้ ทำลายสภาพภูมินิเวศของป่าให้สูญสิ้นลงไปทีละน้อยทีละน้อย

เราหลงลืมว่า แม้แต่รากไม้ก็ให้คุณแก่ชีวิต ทั้งเรายังหลงลืมไปว่า บรรพชนของเราล้วนเป็นชาวดอย ล้วนมาจากป่าแทบทั้งสิ้น เมื่อเดินขึ้นมาระดับหนึ่ง จะเห็นกองหินสองกองสูงเกือบสองเมตรวางเคียงศาลไหว้ผีเจ้าพ่อเขาหินกอง

ลุงเปี๊ยก ย่อกายลงคุกเข่าหลังจุดธูปที่เตรียมมาเพื่อไหว้เคารพเจ้าพ่อเขาหินกอง นึกไปถึงศรัทธาที่ชาววังใหม่มีให้พระสงฆ์สำคัญสองรูป คือหลวงพ่อนุช และหลวงพ่อใช่ รูปแรกคือพระที่ให้พุทธคุณทางจิตใจ เป็นที่พึ่งทางโลก ยามที่ชาววังใหม่รู้สึกไร้ทางออก ขณะที่รูปหลังคือพระนักอนุรักษ์ คือพระสงฆ์ผู้สร้างพุทธคุณให้แก่ป่า ยังประโยชน์ให้แก่โลก และชาววังใหม่ ในบริบทที่แตกต่างกัน ทว่าทั้งสองรูปต่างเป็นพระเหมือนกัน ต่างเป็นตัวแทนของศรัทธาความเชื่อเหมือนกัน และต่างก็เป็นชาววังใหม่เช่นเดียวกัน

“เรื่องเจ้าพ่อ บางทีมันก็เป็นกุศโลบาย แต่ไม่ใช่ว่า ไม่มีจริงหรอกนะ ท่านศักดิ์สิทธิ์จริง สมัยก่อนโน้นเคยมีเสือด้วยนะ เสือสมิงตัวใหญ่เลย รุ่นพ่อรุ่นแม่ลุงนี่ยังทันได้เห็น ค่ำๆ คืนๆ จะมา แล้วจะได้ยินเลย เดินป้วนเปี้ยนบนหลังคาสังกะสี แต่ท่านมาดี มาปกป้องคุ้มครอง เคยมีพวกพรานเข้ามาจะยิงเสือ แต่ก็ยิงไม่โดน เขาว่า เป็นเสือของเจ้าพ่อ แต่พวกพราน ถ้าใครเผลอลงคลานกินน้ำนี่ โดนยิงตายเลยนะ คนอื่นจะมองเห็นเป็นสัตว์ ฉะนั้นเข้าป่านี่ ห้ามก้มลงไปกินน้ำ แต่ต้องใช้มือวักน้ำกินเอา หรือไม่ก็หากระบอกไม้ไผ่มารอง” ลุงเปี๊ยกเล่า

เจ้าพ่อที่นี่คือเจ้าพ่อหินกอง มลุงเปี๊ยกเล่าต่อว่า แรกเริ่มนั้นไม่มีใครรู้ว่าบนเขานี้มีหินกองเล็กๆ มาวางไว้ได้อย่างไร และไม่มีใครรู้ที่มา ด้วยคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ของลุงเปี๊ยกเกิดมาก็เห็นแล้ว ชาวบ้านเห็นก็ศรัทธา เดินผ่านขึ้นมาก็หยิบหินมาวางเพิ่ม และศาลเจ้าพ่อหินกอง ก็เป็นผลงานร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน

ป่าหินกองถูกทำลายหนักปี 2527 ตอนนั้นพวกป่าไม้เข้ามา เอารถแทรคเตอร์ขึ้นมาไถต้นไม้ ดันจนไม้ล้ม ยังดีที่อย่างน้อยป่ายัง ส่งคนอย่างหลวงพ่อใช่ คนอย่างผู้ใหญ่สมคิด และแกนนำคนอื่นๆ รวมถึงลุงติ่ง ลุงเปี๊ยก ให้ลุกขึ้นเป็นคนแรกๆ ในการเริ่มอนุรักษ์ป่าหินกอง จุดประกายความคิดชาวบ้านวังใหม่ให้เห็นถึงความสำคัญของป่าไม้ที่ให้น้ำ น้ำที่ให้ชีวิตแก่พืชผลในสวนของ ชาววัง ใหม่ทุกคน พืชผลที่คืนกลับมาเป็นเงินทอง และเป็นลมหายใจให้บ้านวังใหม่ยังดำรงอยู่ต่อไป

บ้านจลาโก กับสายน้ำแห่งชีวิต

IMG_56229

“เปาะลม” เป็นผู้นำแห่งจิตวิญาณ เป็นที่นับถือของคนในพื้นที่ ถ้าใครจะทำอะไรในจลาโก ต้องมาปรึกษาก่อน เป็นผู้อาวุโสในหมู่บ้าน เป็นคนที่เห็นลุ่มน้ำอยู่กับลุ่มน้ำมาตั้งแต่เล็กๆ จึงเห็นความเปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำมาตลอด วันนี้ เปาะลม หรือ ยีดิง สาแม แห่งตำบลมะนังดาลำ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นประธานกลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำจลาโก

ก่อนนี้ ช่วงน้ำขึ้นในเวลาเช้าขณะตะวันกำลังสาดแสง และช่วงเย็นก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า คือเวลาที่ผู้ชายชาวจลาโกจะออกหาปลา พวกเขามีความชำนาญ และทักษะในการหาปลามาแต่ครั้งอดีต เกิดอยู่กับน้ำ โตอยู่กับน้ำ และกินอยู่กับน้ำ คำนี้ไม่น่าจะเกินเลย แต่แล้วสายน้ำที่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตกับถูกย่ำยี เปลี่ยนความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์-สัตว์น้ำเมื่อวันวาน จนเกือบจะเหลือเพียงเรื่องเล่าแห่งความทรงจำ

“เมื่อสายน้ำเปลี่ยนแปลงไป จับปลาได้น้อยลง” เปาะลมบอกเล่าด้วยภาษาถิ่นมลายู โดยมีลูกหลานช่วยถ่ายทอดอีกที

“ก่อนหน้านี้อยู่กันโดยไม่ได้สนใจกันเท่าไหร่ ต่างคนต่างอยู่ระหว่างคนกับน้ำ อยากทำอะไรก็ทำ” บังมัติ นายกอบต.คนเดิมย้อนความหลังให้ฟัง

ชาวบ้านจลาโกมีความสัมพันธ์กับลุ่มน้ำมานาน เพราะลุ่มน้ำนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด ไม่ว่าจะเรื่องสัตว์น้ำ การปลูกแตงกวา แตงโม ก็อาศัยแหล่งน้ำจลาโกนี้มาช่วย แหล่งน้ำช่วยหล่อเลี้ยงการทำมาหากินของคนในบ้านจลาโก

ย้อนกลับไปกว่า 5 ปี ปัญหาขยะในลุ่มน้ำจลาโก การจับปลาไม่เป็นระบบ มีบุคคลภายนอกทำการเบื่อปลา ใช้สารเคมี ช็อตปลา นายทุนเข้ามาเซาะทราย มีการจับปลาในฤดูวางไข่ การกระทำเหล่านี้ทำให้ลุ่มน้ำจลาโกเปลี่ยนไปจากเมื่อครั้งอดีต กระทั่งวันหนึ่งชาวบ้านเริ่มเห็นความสำคัญ หาวิธีในการอยู่อย่างสมดุล ทำอย่างไรให้น้ำเป็นสายน้ำแห่งชีวิต

“เราเริ่มตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2550 ก่อนหน้านั้นปลาในลุ่มน้ำจลาโกน้อยลงมาก เวลายกยอได้วันหนึ่งไม่ถึงขวดโหล” อะดือแนง ยูโซะ หนึ่งในสมาชิกกลุ่มลูกหลานคนจลาโก ขานรับ

จากนั้นมีการวางระเบียบในเรื่องการอยู่กับน้ำ ทุกคนจึงมานั่งคุยกันว่าระเบียบของเขาจะมีอะไรบ้าง “เปาะลม” เป็นผู้รวบรวมสมาชิกทั้งหมด มีการตั้งคณะกรรมการเพื่อเข้าไปดูแหล่งน้ำ นายทุนจะเข้ามาต้องผ่านคณะกรรมชุดนี้ก่อน ด้วยความตระหนักว่าพื้นที่นี้เป็นของชุมชน ชุมชนต้องเป็นผู้จัดการ ชุมชนต้องเป็นผู้อนุญาตและชุมชนต้องร่วมกันรับผิดชอบ รวมทั้งมีการอนุรักษ์การจับปลาแบบดั่งเดิมคือ การยกยอ

วันนี้ ตลอด 7 กิโลเมตรของสายน้ำจลาโก ชาวบ้านในบ้านจลาโกจึงช่วยกันดูแลรับผิดชอบ โดยสายน้ำนี้ยังไหลผ่านตำบลละหาร ในอำเภอสายบุรี จนไปถึงจังหวัดนราธิวาส ตอนนี้ชาวบ้านใกล้เคียงเริ่มมาเรียนรู้กับชาวบ้านจลาโกแล้ว เพราะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ชาวจลาโกสามารถจับปลาได้ตลอดปี

“ลุ่มน้ำจลาโกจะมีปลาตะเพียนมาก ตอนนี้ยอยกคนเดียวไม่ขึ้นแล้ว บางทีครั้งหนึ่งปลาเข้ายอเต็มกระสอบปุ๋ยประมาณ 50 กิโล เห็นน้ำตื่นขืนแบบนี้ปลาเยอะมาก” อะดือแนง คุยให้ฟัง

ส่วนเปาะลม บอกว่าเห็นการเปลี่ยนที่ดีขึ้น สายน้ำมีความสะอาดขึ้น จับปลาได้เยอะขึ้น รู้สึกดีใจ และภาคภูมิใจที่มีลูกหลานช่วยกันดูแลต่อ มีคนเห็นความสำคัญเพิ่มขึ้น

เมื่อปลามีมากขึ้น จึงนำไปสู่การต่อยอดการทำปลาส้ม เดี๋ยวนี้ปลาส้มมะนังดาลำเริ่มเป็นที่รู้จักของคนปัตตานีแล้ว ในอนาคตชาวจลาโกวางแผนว่าจะมีการสร้างมาตรฐานปลาส้มมะนังดาลำเพื่อไปสู่วิสาหกิจชุมชน

“ถ้าถามหาปลาส้มในอำเภอสายบุรี เขาจะมาที่บ้านจลาโกเป็นอันดับแรก ตอนนี้กลายเป็นแหล่งผลิตไปแล้ว” คนจลาโกบอกด้วยความภาคภูมิใจ

กฎและข้อปฏิบัติร่วมของกลุ่มรักษ์ลุ่มน้ำ

  1. ต้องร่วมกันทำความสะอาดลุ่มน้ำจลาโกอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
  2. ต้องร่วมกันขุดลอกคลองที่มีจุดตื้นเขินอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  3. ต้องร่วมกันสอดส่องดูแลไม่ให้คนนอกพื้นที่มาทำการเบื่อปลา ช็อดปลาและจับสัตว์น้ำตัวเล็กๆ
  4. ห้ามจับปลาในฤดูวางไข่
  5. ห้ามจับปลาโดยใช้ยาเบื่อ
  6. ห้ามจับปลาโดยใช้ไฟฟ้าช็อด
  7. ห้ามทิ้งขยะมูลฝอยลงในแหล่งน้ำ
  8. ห้ามปล่อยน้ำเสียลงในแหล่งน้ำ
  9. ห้ามปลูกสิ่งก่อสร้างถาวรวัตถุล้ำลงไปในลุ่มน้ำ
  10. ห้ามจับปลาโดยใช้อวนหรือยอที่มีตาถี่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร
  11. ต้องมีการประชุมทำความเข้าใจอย่างน้อย 2 เดือนครั้ง
  12. ต้องร่วมกับปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด

 

สายตรวจขยะ จุดเริ่มต้นของสิ่งดี

DSC_29130

บนถนนหลวงสาย 304 เส้น นครราชสีมา – กบินทร์บุรี ไม่ว่าใครขับรถผ่าน หรือ นั่งรถผ่านถนนสายนี้ จะเห็นว่า ตลอดแนว 2 ข้างทาง นั้นสะอาดสะอ้านปลอดขยะ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยสายตรวจขยะของ อบต.อุดมทรัพย์ โดยสายตรวจขยะเกิดจากแนวคิดของ สำรวม กุดสระน้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลอุดมทรัพย์

ความเป็นมาของสายตรวจขยะนี้ มาจากปัญหาขยะ 2 ข้างถนนหลวงเส้น 304 นครราชสีมา – กบินทร์บุรีนั้น ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ก่อให้เกิดมลภาวะในหลายส่วน และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยตามแนวถนนหลวง ไปจนถึงผู้ขับรถผ่านไปมา จึงได้นำแนวคิดจากการที่ได้ไปศึกษาดูงานมาจากตลาดสามชุก มารวมกับแนวคิดต่อยอดนโยบายการจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน ประกอบกับมีโครงการ โคราชเมืองสะอาด จึงได้นำทุกเรื่องราวที่ไปเห็นมาปรับใช้กับตำบล

เริ่มจากการหาคนมาดูแลเรื่องการจัดเก็บขยะก่อน โดยเริ่มมองหาคนในตำบล ที่ไม่มีอาชีพหลักแน่นอน และมีจิตอาสา เพราะแม้จะมีรถซาเล้งเก็บขยะอยู่แล้ว แต่ก็เป็นปัญหาว่า ขยะชิ้นขายได้ก็เก็บ ขายไม่ได้ไม่เก็บ นายกฯสำรวม จึงเสนอให้ทำงานจัดเก็บขยะเป็นอาชีพหลัก และเสนอรายได้ให้เป็นเงินเดือน โดยอาศัยเงินงบประมาณจาก อบต.อุดมทรัพย์

สิ่งที่ต้องรับผิดชอบของสายตรวจขยะ คือ มีหน้าที่เก็บขยะ และดูแลต้นไม้ ที่ทาง สนง.อบต.อุดมทรัพย์ ได้ปลูกเอาไว้ตลอดแนวถนน 304 ที่รับผิดชอบ นอกจากการเก็บขยะทั้ง 2 ข้างทางถนนแล้ว ยังต้องทำการคัดแยกขยะ ที่ต้องทำลายอีกด้วย ขยะบางส่วนที่เก็บไปขายได้ ก็ถือให้เป็นรายได้เสริมให้กับสายตรวจขยะไป

เนื่องจาก สายตรวจขยะ มีเพียงคนเดียว ที่ต้องรับผิดชอบทั้ง หน้าที่จัดเก็บขยะ คัดแยกขยะ และต้องดูแลต้นไม้ ทั้ง 2 ข้างทางด้วย ทำให้ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ และทำงานไม่ทัน นายกฯสำรวม จึงจัดจ้างสายตรวจขยะเพิ่มอีก 1 คน ทำให้ทั้งสองคนทำงานคนละฝั่งถนนกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บขยะและดูแลต้นไม้ได้มากขึ้น

จากแนวคิด ที่จะกำจัดขยะ และทำให้ถนนในเขต อบต.อุดมทรัพย์ปลอดขยะแล้วนั้น นายกฯสำรวม ยังเห็นว่า ควรปลูกไม้ดอก เพิ่มเติมขึ้นทั้ง 2 ฝั่งถนน โดยจะระดมคนในตำบลอุดมทรัพย์ ช่วยกันปลูกต้นเฟื่องฟ้า เพื่อให้เกิดความสวยงามยิ่งขึ้น

การทำสายตรวจขยะเกิดผลดีในวงกว้าง ทำให้ชาวบ้านหมู่ที่ 3 ประชุมหารือร่วมกัน และจัดทีมเป็นสายตรวจขยะ ของหมู่ 3 ขึ้นบ้าง และชาวบ้านหมู่ 1 ได้เห็นถึงความสำคัญของสายตรวจขยะ ที่ทำให้เกิดรายได้ และสร้างงานให้คนในชุมชนได้ จึงเกิดแนวคิดขยายต่อยอดงานเพิ่มขึ้นเป็นสายตรวจขยะเยาวชน และธนาคารขยะขึ้นอีกด้วย

นายกฯสำรวม ยังมีแนวคิดเพิ่มเติม คือจะเร่งปลูกต้นไม้ นอกจากต้นเฟื่องฟ้า จะปลูกต้นไม้ชนิดที่นกอาศัย เก็บกินผลของต้นไม้นั้นได้ เรียกว่า จะช่วยสร้างความร่มรื่นให้กับ ถนนสาย 304 ขึ้นอีกอย่างมาก

ธนาคารขยะของเด็กๆ และชาวหาดสองแคว

IMG_1851

หลังจากชาวบ้านคัดแยกขยะในครัวเรือนได้เป็น 3 ประเภทแล้ว โดยขยะรีไซเคิลจำพวกพลาสติก ขวดแก้ว โลหะ ฯลฯ ล้วนแต่มี ราคา ชุมชนตำบลหาดสองแคว อำเภอตรอน จังหวัดอุตรดิตถ์ จึงก่อตั้งธนาคารขยะขึ้นมารองรับ

การบริหารจัดการธนาคารขยะทำให้นิสัยของคนหาดสองแควเปลี่ยนไป พวกเขาค่อยๆ เป็นคนประเภทเห็นขยะเป็นไม่ได้ ช่วงนั้น มีกลุ่มเด็กน้อย 4-5 คน ที่รวมกลุ่มกันทำปุ๋ยคอกขายเป็นกิจกรรมยามว่าง และเริ่มปลูกผักขาย ใช้วิธีขี่จักรยานไปขาย นา ยกฯ และผู้ใหญ่ใจดีของหาดสองแควเห็นหน่วยก้านกำลังดี จึงแนะนำให้ขี่จักรยานเก็บขยะในวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ ‘กลุ่ม จักรยาน สาน ฝัน’

“หลังทำมา ปี 2548 ในครัวเรือนแต่ละบ้านสะอาด แล้วเราก็เริ่มมองนอกบ้าน เราก็ให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดการ หน้าบ้านเรา สวยอยู่แล้ว เราปลูกเข็มมาตั้งแต่ปี 2543 มันก็เริ่มออกดอก เริ่มโต เพื่อปรับปรุงภูมิทัศน์หน้าบ้าน แล้วมันก็มีเศษพลาสติก เศษกระป๋องตามถนนหนทาง เราก็ให้เยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมตรงนี้ จัดโครงการรักษ์สิ่งแวดล้อมขึ้นให้เยาวชนปั่นจักรยาน เก็บขยะ วันเสาร์-อาทิตย์ เริ่มจากไม่กี่หมู่ก่อน แล้วขยายไปทั้งตำบล ก็ขยายผลออกมาด้านสิ่งแวดล้อม” พงษ์เทพ ชัยอ่อน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหาดสองแคว เล่า

สำหรับขยะย่อยสลายได้เอง จำพวกเศษอาหาร เปลือกผลไม้ ก็สามารถนำมาทำน้ำหมักชีวภาพ เพื่อใช้รดในสวนในไร่ ของเกษตรกรได้อย่างดี ซึ่งชาวบ้านที่เคยเสียเงิน 29 บาท ในโครงการอบรมคัดแยกขยะจะได้ถังหมักมาตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อแต่ละหลังคาเรือนต่างก็ทำน้ำหมักเป็นของตัวเอง ใช้รดต้นไม้บ้าง รดสวนบ้าง และทำการส่งต่อเข้า ‘โครงการลดต้นทุนการผลิตด้านการเกษตร’ ขยายไปสู่ไร่นา ขยะพิษจะถูกส่งมารวมกันไว้ก่อนที่ อบต. แล้วนำไปกำจัดอีกทีที่พิษณุโลก

ขยะอีกประเภทคือ กล่องนมพลาสติก ทาง อบต. ใจป้ำรับซื้อในราคาสูงกว่าท้องตลาดรับซื้อขยะจำพวกนี้ โดยปกติ กล่องนมและพลาสติกจะมีราคาที่ประมาณกิโลกรัมละ 4 บาท แต่ทางอบต. รับซื้อกิโลกรัมละ 10 บาท แล้วสิ้นปี อบต. จะนำไปขายที่ วงษ์ พาณิชย์ (โรงงานรับซื้อขยะรีไซเคิล) ในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ซึ่งเป็นยอดขาดทุนทางตัวเลข แต่เพื่อผลกำไรในการจัดการ

ขณะที่ธนาคารขยะของหาดสองแคว ถือกำเนิดเมื่อปี 2552 เป้าหมายหลัก คือ ต้องการให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน เด็กและเยาวชนหาดสองแควจะเก็บขยะเป็นงานอดิเรก ซึ่งค่อยๆ กลายเป็นนิสัย เมื่อเก็บขยะได้แล้วก็จะนำมาฝาก มีการบันทึกว่า เด็กคนไหนเก็บขยะมาเท่าไร แล้วคิดราคาขยะที่เก็บมา จำนวนเงินนั้นจะถูกสะสมในลักษณะคล้ายบัญชีเงินฝาก เมื่อถึงสิ้นปี เด็กสามารถเบิกเงินที่ตนเก็บสะสมจากการเก็บขยะมาฝากได้ แต่ปรากฏว่า ปี 2554 ผู้ที่ทำยอดเงินฝากสูงสุด เป็นเด็กชื่อ กำปั้น อายุน้อยที่สุด ยอดเ งินอยู่ที่ 1,020 บาท

ธนาคารขยะเกิดขึ้นมาภายหลังโครงการกลุ่มจักรยานสานฝันที่เกิดเมื่อปี 2543 หากพูดตามลำดับเวลาของการก่อเกิดกลุ่มจักรยานสานฝันที่มีเด็กเป็นตัวละครหลักในการขี่จักรยานเก็บขยะกลุ่มนี้ ได้ก่อให้เกิดโครงการจัดการขยะตามมา หนึ่งในนั้นก็คือ ‘ธนาคารขยะ’

วิภาพร ชันยาสูบ เล่าว่า ทุกวันนี้ยังมีคนนอกพื้นที่ถามว่า ทำไมยังเก็บขยะอยู่อีก นั่นก็เป็นเพราะ มันเป็นขยะใหม่ เป็นขยะที่คนข้างนอกที่ผ่านชุมชนเราทิ้งไว้ เขาไม่รู้ว่า ทางหาดสองแควทิ้งขยะกันอย่างไร โดยชาวหาดสองแควเรียกขยะนี้ว่า ‘ขยะอวกาศ ด้วยที่นี่ใครทิ้งขยะถือเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะทุกคนเห็นขยะเป็นทองจริงๆ

แต่ใช่ว่า ความสำเร็จและเห็นร่วมกันของชาวหาดสองแควจะเกิดขึ้นปุบปับ เมื่อก่อนมีชาวบ้านเพียงไม่กี่หมู่ที่ ‘ทำจริงทำจัง’ ต่อมาเมื่อเกิดกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ที่ถูกต่อยอดมาจากกลุ่มจักรยานสานฝันฯ ซึ่งนำโดยเด็กก็เป็นระบบมากขึ้นจึงทำให้กิจกรรมจัดการขยะถูกขยายเต็มพื้นที่หาดสองแคว

นอกจากดูแลและเป็นวิทยากรเรื่องธนาคารขยะ วิภาพร ยังเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 2 ซึ่งเด็กและเยาวชนหมู่ 2 ก็เข้มข้น เรื่องขยะ เงินเก็บหลักแสนมาจากขยะล้วนๆ

“ตอนนี้เงินเก็บของเยาวชนหมู่ 2 มีแสนกว่าบาท เด็กเก็บขยะไปฝากธนาคารขยะ เราก็เก็บเงินส่วนนี้เป็นของกลุ่ม และมีบัญชีส่วนตัวของใครของมัน” วิภาพรเล่า

จัดสรรปันน้ำ อยู่ร่วมจึงรอด

DSC_04921

ตำบลชากไทย กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี มีกิจกรรมการเชื่อมโยงกับกลุ่มระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเจ้าของสวนมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการจัดการน้ำระดับหมู่บ้าน เป็นการร่วมใช้น้ำจากบ่อน้ำธรรมชาติที่มีอยู่ในตำบล ทำท่อส่งน้ำไปตามสวนของสมาชิก และได้มีการกำหนดข้อตกลงการใช้น้ำร่วมกัน ทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีน้ำใช้ในสวนตลอดทั้งปี ต่างจากเมื่อก่อนที่มีการแก่งแย่ง เพื่อเอาน้ำมาไว้ใช้ คล้ายมือใครยาวสูบได้สูบเอา

ชาวบ้านตำบลชากไทย ส่วนใหญ่ยึดอาชีพหลักคือการทำการเกษตรจำพวกผลไม้ เช่น การทำสวนมังคุด สวนทุเรียน สวนเงาะ ผลไม้เหล่านี้เป็นที่ต้องการ มีการส่งออกทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำให้ชาวสวนมีชีวิตที่ดีจึงขึ้นอยู่กับน้ำในการทำเกษตรหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนชากไทย

ประวิทย์ หนูเชื้อเรียง อดีตกำนัน เล่าว่า “เมื่อก่อนชาวบ้านต่างคนก็ต่างเอาเครื่องสูบน้ำมาดูดน้ำจากบ่อไป ต่างคนต่างแย่ง จากมีบ่อเดียว ขุดเพิ่มสองบ่อ ก็ยังไม่พอ สามบ่อก็ยังไม่ไหว คนที่ใกล้หน่อยก็สบายมือ ผมมานั่งคิดว่า จะทำอย่างไรดี พอดีมีเงินเอสเอ็มแอลมาจากการพูดคุยของชาวบ้านในเวทีประชาคมก็คิดว่า อย่างนั้นใช้เครื่องสูบน้ำเครื่องเดียวได้ไหม แล้วจัดสรรปันส่วนกันให้ดี จัดเป็นคณะกรรมการขึ้นมา มีระบบกฎเกณฑ์ไม่ใช่มาดูดทั้งวันทั้งคืนจนน้ำแห้งเหมือนเมื่อก่อน”

“คนเรามันเห็นเก่ตัว ก็สูบไปกักตุนไว้ก่อน หลังๆ เป็นระบบบริหารจัดการแล้ว ก็ต้องยอมรับ เพราะเรามีกติกามีคณะบริหาร มีการประชุมเสมอภาคกันหมด จะได้ไม่ทะเลาะกัน เมษายนน้ำแห้งจริงๆ ค่อยมาสูบกัน ค่าไฟก็เดือนละร้อยกว่าบาทหารกันไป” ประวิทย์เสริม

ตอนนี้คนชากไทยมีน้ำใช้ทั้งหมดสามบ่อ แบ่งเป็นบ่อเกษตร บ่อประปาอุปโภคบริโภค และบ่อเลี้ยงสัตว์ โดยครั้งนั้นใช้เงินไปสามแสนบาท ซื้อท่อไปสองแสนแปดหมื่นบาท พอชุมชนแก้ปัญหาร่วมกัน มีส่วนร่วม มันคือสิ่งที่มาเยียวยา จากเดิมหน้าแล้ง  น้ำแห้งหมด เดี๋ยวนี้น้ำยุบไปไม่มากเท่าไร

“น้ำสำคัญมากต่อการเกษตร พอแหล่งน้ำบริบูรณ์ เราก็มาสนใจเรื่องปุ๋ยอินทรีย์ต่อ สมัยก่อนคิดอย่างเดียวว่า ทำอย่างไร ผลผลิตจะเยอะ คิดกันแค่นั้นไม่ห่วงสภาพแวดล้อม ผมก็เป็นมะเร็ง เพิ่งทำคีโมมา เกิดจากการสะสมของสารเคมี กินผักผลไม้ที่ ฉีดสารเคมีเข้าไป มันมีผล นอกจากนี้เมื่อก่อนป่าเสื่อมโทรมมาก ตัดต้นไม้กันตอนนี้ ชาวบ้านเห็นความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ช่วงนี้ดินชุ่มน้ำมากขึ้น เห็ดของป่ามีให้เราเก็บกิน นี่คือการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่หมู่บ้าน ปัญหาแล้งหมดไปแล้ว แต่ถ้าระดับใหญ่ขนาดตำบล มันใหญ่กว่า เพราะชากไทยไม่มีน้ำไหลผ่าน สมัยก่อนแย่มาก แล้งมาก ต่อไปในอนาคต เราคาดว่า อาจมีปัญหาแล้งเกิดขึ้นอีก จึงมีโครงการขุดบ่อเพิ่มขยายออกไปอีก เพราะคนเริ่มใช้มากขึ้น สมัยก่อนงบมันไม่พอ” ประวิทย์เล่าต่อ

โดยความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากอดีตจนถึงปัจจุบัน สืบเนื่องจากการเชื่อมั่นในผู้นำที่ทำจริง หากหน้าที่ต่างๆ ถูกจัดสรรกันไป ซึ่งเป็นเครื่องประกันว่า หากวันหนึ่งประวิทย์ไม่อยู่ตรงจุดนี้ สิ่งที่เริ่มมาก็จะไม่เป็นอัมพาต การจะใช้คนนอก แต่ใครจะเชื่อ เพราะปัญหามันเกิดในหมู่บ้านของเราเอง จนวันนี้ ไม่มีการแอบมาสูบน้ำแล้ว และหากมีพบเห็น ก็จำต้องตักเตือนกัน ด้วยมีกฎกติกาเดียวกัน ทั้งนี้ แม้จะไร้ปัญหา แต่ก็ยังต้องมีคณะกรรมการคุมอยู่ เพราะนอกจากจะช่วยดูแลความเรียบร้อยแล้ว ยังได้ทำงานต่อในส่วนแผนงานขยายในอนาคต

“มีคนมาดูงานเยอะ คือถ้ามีแหล่งน้ำแล้วตกลงกันได้ที่ไหน ก็ทำได้ วางท่อไปเลย บางที่มีแหล่งน้ำ แต่คนที่ครองที่ดินไม่ยอมให้ผ่านที่ของตัว คนข้างในก็เดือดร้อน สำคัญทุกคนต้องมีส่วนร่วม ความร่วมมือรวมกลุ่มกันให้ได้ จะหวังให้ราชการมาช่วยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องรวมกลุ่มกันให้ติดก่อน นอกจากนี้ เป้าหมายต่อไปของทุกคน คือทำแหล่งน้ำแห่งนี้ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์” ประวิทย์สรุป

อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผลพลอยได้และจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต คือการที่ชาวบ้านกลับมามีความสามัคคีปรองดองกันเช่นเดิม ทำให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการภายในพื้นที่มากขึ้น

ต่อสู้เพื่อรักษา ป่าชุมชนห้วยหินฝน

IMGP1247

ด้วยเนื้อที่กว่า 2,830 ไร่ของป่าชุมชนบ้านห้วยหินฝน ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจัดการดูแล อดิศักดิ์ สุขอาภรณ์ ต้องเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยกว่าจะฟันฝ่ามาได้จนถึงทุกวันนี้

อดิศักดิ์ เล่าว่า ครั้งหนึ่งผืนป่ามหึมาที่เห็นอยู่นี้ มีบางส่วนโล้นโกร๋นไป แต่ด้วยความพยายาม และการต่อสู้ ทำให้กู้กลับคืนมาได้ โดยใช้เวลากว่า 20 ปีแล้ว มีทั้งที่ลงมือปลูกด้วยตัวเอง กับที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ และในปี 2548 ป่าแห่งนี้ก็ได้รับการประกาศให้เป็นป่าชุมชน

กว่าที่จะทำได้สัมฤทธิ์ผลขนาดนี้ อดิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ต้องใช้วิธีการสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านเข้าใจ ก็เริ่มหยิบยื่นมือเข้ามาช่วยกัน ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับคนนอกที่มาฉกฉวยผลประโยชน์ถึงในพื้นที่ ด้วยการลักลอบตัดไม้ ซึ่งในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ยากลำบาก กว่าจะทำให้ลดน้อยลง

“เล่าเอาเหนื่อย และทุกวันนี้ก็ยังมี บางทีอ้างมาเก็บของป่า แต่พอเผลอก็แอบตัดไม้ ตัดเป็นท่อนเล็กๆ แล้วลักลอบขนออกไป จับตัวได้ก็ต้องส่งทางการ ทั้งทหาร ตำรวจ ได้ก็ส่งดำเนินคดีหมด” อดิศักดิ์เล่า

การต่อสู้กับอำนาจและมือที่มองไม่เห็นนั้นยากยิ่ง การต่อกรต้องนำมาซึ่งการระมัดระวัง แต่อดิศักดิ์บอกว่า เดี๋ยวนี้ไม่ต้องระวังมากขนาดนั้น เพราะมีชาวบ้านคอยช่วยกัน

“เมื่อก่อนเคยทั้งถูกลอบยิง ไหนจะมีคนไม่เห็นด้วย สารพัดที่จะพานพบ ทุกวันนี้ชาวบ้านเห็นคุณค่าแล้ว ช่วยกันดูแลรักษา เพราะป่าชุมชนไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนปอดเหมือนอากาศเหมือนชีวิตของคนห้วยหินฝนและแม่ปะ ทุกวันนี้ชาวบ้านทุกคนสามารถใช้ประโยชน์ได้โดยการขออนุญาตก่อน” อดิศักดิ์ขยายความ

นอกจากนี้ อดิศักดิ์ ยังมีแผนเตรียมพัฒนาพื้นที่บริเวณหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงหน้าผาสูงชัน เพื่อการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย โดยตั้งใจทำเป็นที่สำหรับเล่นกีฬาปีนหน้าผา ตั้งแคมป์ เดินป่า มีทาง อบต.กำลังสนับสนุนงบประมาณมา เพื่อทำป้ายโฆษณาและซื้อหาวัสดุอุปกรณ์

เพราะมีป่า จึงมีน้ำ ให้ชีวิตได้สืบต่อ

SONY DSC

จากถนนสายหลักในตำบลวังใหม่ อำเภอนายายอาม จังหวัดจันทบุรี ที่ตัดผ่านหมู่บ้านต่างๆ ทั้ง 10 หมู่บ้าน จะมองเห็นแนว เทือกเขาทลายซึ่งทอดขนานไปกับถนนตลอดทั้งเส้น จนไปจรดกับถนนสุขุมวิท ปากทางเข้าสู่ตำบลวังใหม่ก่อน ถึงแยกหนองสีงา

ปัจจุบัน อดีตผู้ใหญ่สมคิด ศิลปเวช เป็นแกนนำกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาทลาย ที่มองเห็นเขียวขจีแบบนั้น ใครจะเชื่อว่าครั้งหนึ่งโล้นเลี่ยนไม่งดงาม

โดยอดีตผู้ใหญ่สมคิดเล่าให้ฟังว่า แกนนำสำคัญที่มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการอนุรักษ์ป่าเขาทลายขึ้น ก็คือ หลวงพ่อใช่ สุชีโว หรือพระครูวิสุทธฺสังวร

“เริ่มจากหลวงพ่อใช่นั่นแหละ เป็นคนชวนบอกผู้ใหญ่ต้องทำอะไรสักอย่างแล้วนะ ป่ามันจะไม่เหลือแล้ว พระเดือดร้อน ชาวบ้านก็เดือดร้อน” อดีตผู้ใหญ่สมคิดเล่า

จุดเริ่มแรกของกลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ชุมชน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นยุคที่กรมป่าไม้เปิดให้บริษัทค้าไม้เข้ามาทำสัมปทานป่าเขาทลาย

“ทีแรกก็ไม่สนใจกันหรอก จนเมื่อเห็นว่า เขาเริ่มโล้นน้ำที่เคยมี มันไม่มีน้ำ นี่สำคัญมากนะ ต่อการทำสวน ไม่มีน้ำ สวนนี่ตายเลย พอเห็นอย่างนั้นเราก็เริ่มรณรงค์ ทำให้ชาวบ้านเห็นก็มี ทั้งที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ตามประสาคน แต่ส่วนใหญ่ที่เอาด้วย ก็เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อเขา เราก็ทำเรื่อยมาจนทุกวันนี้ ป่าเขาทลายก็กลับมาเต็มเหมือนเดิมไม่โล้นแล้ว” อดีตผู้ใหญ่สมคิดเล่า

ผู้ใหญ่สมคิดเล่าต่อว่า สมัยก่อน ช่วงที่ยังมีการให้สัมปทานกัน จะเห็นเปลวไฟลุกโชนบนเขาทลายขึ้นมากลางความมืดบนยอดเขาสม่ำเสมอไฟจากธรรมชาติบ้าง การละเลยบ้าง

“ยุคนั้นการทำไม้เป็นล่ำเป็นสันมีรถแทรคเตอร์ไถขึ้นไป ไสไม้เป็นท่อนๆ ลงมา พอชาวบ้านรู้ก็เกณฑ์คนไป จับเกิดเป็นปัญหา ระหว่างชาวบ้านกับบริษัทรับสัมปทานป่า”

จากปีก่อตั้ง พ.ศ. 2527 ลุถึงปี 2532 หลังการรวมตัวกันของชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาป่าไม้ ที่ถูกเผาทำลายไปเนื่องจากไฟป่าบ้างการสัมปทานบ้าง สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ ชุมชนเขาทลายจำนวน 220 คน ก็ร่วมกันรณรงค์ให้ชาวบ้านในพื้นที่ และชุมชนใกล้เคียงทั้ง จากตำบลวังใหม่ตำบลนายายอาม และชาวบ้านจากอำเภอแก่งหางแมวหยุด การทำลายป่าไม้เขาทลาย อีกทั้งยังจัดเขตแนวป่าสงวนอย่างชัดเจนมีการจัดตั้งเวรยาม โดยอาสาสมัครที่เป็นผู้ชายทำการเดินป่า เพื่อระแวดระวังไฟป่า และผู้ไม่หวังดีจากนอกพื้นที่ที่จะเข้ามาทำลายป่าเขาทลายรวมถึงการปลูกป่าทดแทนเพิ่มขึ้นกว่า 140 ไร่

ล่วงถึงปี พ.ศ. 2553 สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ ร่วมกันก่อสร้างฝายชะลอน้ำ บนเทือกเขาทลายรวมแล้ว ทั้งหมด 17 แห่ง ตลอดลำน้ำ เพื่อให้ชาวบ้านในหมู่ 8 และหมู่ 9 มีน้ำใช้อย่างพอเพียงไม่ขาดแคลน และยังให้ป่าชุ่มชื่นอยู่คู่ตำบลวังใหม่ต่อไป

อดีตผู้ใหญ่สมคิดเชื่อว่า แม้เมื่อหมดคนรุ่นเขาไปแล้ว ป่าชุมชนเขาทลายจะยังคงอยู่ เพราะมีการปลูกฝังคนรุ่นใหม่ให้อนุรักษ์ ป่า ซึ่งความมั่นใจนี้ สะท้อนออกมาผ่านประโยคปิดท้ายที่ว่า “ตราบที่ยังมีวังใหม่ก็ต้องมีป่าเขาทลายต่อไป”

โรงงานอาหารดิน ฟื้นฟูผลผลิตชุมชน

IMG_1076

การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นสิบๆ ปี นั้นทำให้ดินเสื่อมอย่างเข้าใจได้ แต่ที่ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีดูเหมือนจะมีหนทางแก้ปัญหานั้นแล้ว ด้วยหลักฐานที่ประจักษ์แก่สายตาอย่างที่นาสดเขียวทั่วพื้นที่ตำบล

โรงงานอาหารดินตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านหนองขุม เป็นศูนย์ปฏิบัติการที่แสดงให้เห็นวิธีลดปัญหาการใช้สารเคมี และการทำเกษตรแบบผิดวิธีของเกษตรกร โดยการสร้างอาหารให้แก่ดิน ด้วยการทำปุ๋ยหมักชีวภาพจากมูลสัตว์ เศษฟาง ใบไม้ และวัตถุดิบที่มีอยู่ในตำบล นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ก้านร่ม ภูฆัง อธิบายที่มาของโรงงานอาหารดินให้ฟังว่า เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ดินที่หนองสาหร่ายโทรม ปลูกอะไรก็ไม่งาม จึงไปปรึกษาทางรัฐ ซึ่งต่อมาเข้ามาตรวจสอบคุณภาพดิน ได้รับคำตอบว่า ที่ดินของตำบลนี้ทรุดโทรม เนื่องจากการเร่งผลผลิตโดยการใช้สารเคมี ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และยาปราบศัตรูพืช ซึ่งทำลายระบบนิเวศ และการทำลายดินที่มีธาตุอาหาร จนกระทั่งไม่มีธาตุอาหารอยู่ในพื้นดิน เกิดความย้อนแย้งขึ้นมาทันที เพราะที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตรเป็นคนแนะนำให้ชาวบ้านใช้ปุ๋ยใช้ยา

“หลังจากที่รู้สาเหตุของดินเสื่อม ชุมชนก็ได้มานั่งคุยกันว่า จะเอาอย่างไรต่อดี จะลองไปหาหมอดีมาให้คำปรึกษา หรือจะเอารัฐ เป็นที่พึ่งอีกสักครั้ง จังหวะนั้นประมาณปี 2548 เป็นช่วงเดียวกับที่เกษตรจังหวัด และกรมควบคุมมลพิษคัดเลือกหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านนำร่องในโครงการไถกลบตอซัง แต่ก็ไม่ได้ผล เนื่องจากการไถกลบตอซังไม่ได้เพิ่มอาหารดินสักเท่าไหร่ พอวิธีนั้นไม่ได้ผล ก็เป็นกังวลว่าจะเกิดวิกฤติศรัทธา กระทั่งได้ยินข่าวว่า ที่ชัยนาทมีคนใช้พวกปุ๋ยหมัก น้ำหมักกากน้ำตาลแล้วได้ผล จึงได้ของบ อบต. ไปดูงาน กลับมาทดลองทำที่แปลงสาธิต ซึ่งได้ผลดีมาก เราจึงรู้ว่า นี่คือวิธีการที่เหมาะสมแล้ว” ก้านร่มว่า

สารอาหารจากธรรมชาติล้วนเป็นของดีทั้งนั้น เริ่มแรกแกนนำอย่างก้านร่มก็เป็นกังวล กลัวว่า ชาวบ้านเอาไปใช้จริงแล้วไม่ได้ผล กลุ่มเริ่มต้นนั้นมี 31 คน ลองผิดลองถูกปรับแก้ไปเรื่อย ทดลองตามปัญหาของนา แต่ละคนมีทั้งใช้มูลสัตว์ ใช้หน่อกล้วยหมัก มีการให้สมาชิกนำสูตรน้ำหมัก สูตรปุ๋ยต่างๆ กลับไปทดลองในที่นาตนเอง การทดลองเกิดขึ้นอยู่ปีกว่าก็เห็นผล

“ทดลองประมาณสองนา นาแรกยังไม่เห็นผลเท่าไหร่ พอนาที่สองเปรียบเทียบกัน พบว่า แม้ว่านาที่ใส่ปุ๋ยหมักจะใบไม่เขียวงามเท่าที่ใส่ปุ๋ยเคมี แต่ว่าจะทนแมลงทนน้ำได้ดีกว่า ส่วนที่เห็นได้ชัดคือ นาที่ใส่ปุ๋ยสูตรของกลุ่มดินจะนิ่ม เวลาดึงต้นข้าวขึ้นมา รากจะขาว ส่วนนาที่ใส่ปุ๋ยเคมี เวลาดึงต้นข้าวขึ้นมา รากมันจะดำ แค่นี้เราก็พอจะรู้แล้วว่า ดินเริ่มมีสารอาหารเพิ่มขึ้นแล้ว หลักการง่ายๆ คือ ดินมันขาดอาหาร วิธีแก้ก็คือ เติมธาตุอาหารให้ดินกลับมาอุดมสมบูรณ์เหมือนเดิม ที่ผ่านมาธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มันไม่มีความสมดุล ดินก็เสีย น้ำก็เสีย อย่างลมเวลาคนในชุมชนหายใจก็จะมีกลิ่น เคมี ทั้งอุณหภูมิ อากาศก็ร้อนกว่าแต่ก่อน แต่พอเราทำตรงนี้ก็สามารถเรียกความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีกลับมาได้ จะบอกว่าเป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวด้วยก็ว่าได้” ก้านร่มเล่าถึงการทดลอง

ส่วนที่ยากที่สุดหลังจากนั้นคือ การโน้มน้าวให้ชาวบ้านเชื่อ แทนที่จะไปชักชวนคนที่หัวอ่อนก่อน แกนนำกลับพุ่งไปหาคนหัวรั้นเป็นอันดับแรก ด้วยว่า ถ้าคนกลุ่มนี้หันมาใช้ปุ๋ยดินได้ ก็จะจุดประกายให้คนอื่นๆ ในชุมชนเอาอย่าง

โรงงานอาหารดินวันนี้แตกต่างกันมากจากช่วงเริ่มต้นที่เป็นเพียงอาคารหลังเล็กๆ ผลิตปุ๋ยได้วันละไม่เท่าไหร่ แต่ปัจจุบันไม่ต่างจากวิสาหกิจขนาดย่อม โดยใช้วัตถุดิบภายในชุมชนที่มีอยู่เหลือเฟือ

กว่าจะมาถึงวันนี้ ก้านร่มว่า เคล็ดลับอยู่ที่ความจริงใจ ตรวจสอบได้ทุกเรื่อง ยิ่งจำเพาะตัวผลิตภัณฑ์ด้วยแล้ว รับประกันได้เลยว่า ปุ๋ยที่ผลิตมีคุณภาพจริง มีไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่ใช้ไม่ได้ผล ส่วนเรื่องเงินนั้น ด้วยการดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการ ทั้งยังเปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วม มีเวทีพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนปัญหา และหาทางออกร่วมกัน

นอกจากนี้ ผลพลอยได้มหาศาลคือ สิ่งแวดล้อมในชุมชน เพราะตั้งต้นเกิดจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม สารเคมีมันไม่ได้หายไปไหน อยู่ในนาในน้ำในดินในชุมชน สุขภาพของคนในชุมชนก็ย่ำแย่

“พวกที่น็อคคานาก็มีให้เห็นกันไม่น้อย เราจึงคิดว่า ถ้าจะมีอะไรที่จะช่วยลดปริมาณสารเคมีในชุมชนได้บ้าง เราก็เต็มใจ และยินดีทำ” ก้านร่มสรุป

ขั้นตอนการทำปุ๋ยหมัก แบ่งเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้

1. การผสมปุ๋ยอินทรีย์ และการหมักเลี้ยงจุลินทรีย์ชีวภาพ โดยการหมักวัตถุดิบทุกอย่างรวมกัน เสร็จแล้วตั้งกองปุ๋ยหมักเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 1 ฟุต นานประมาณ 8 วัน ข้อระวังคือ ต้องหมั่นกลับกองปุ๋ยหมักทุกวัน

2. การผึ่งปุ๋ยหมัก หลังจากที่มีการกลับกองปุ๋ยหมักครบ 8 วัน นำกองปุ๋ยหมักมาเกลี่ยบางๆ ผึ่งให้เกือบแห้งประมาณ 2-3 วัน

3. การตีป่น เมื่อผึ่งปุ๋ยหมักจนเกือบแห้งแล้ว จึงนำเข้าเครื่องบด ข้อควรระวังคือ หากปุ๋ยหมักยังเปียกอยู่ หรือมีความชื้นมาก ควรค่อยๆ ใส่ จะช่วยให้เครื่องบดทำงานได้ ในกรณีที่ปุ๋ยหมักแห้งเกินไป ให้ใส่น้ำหมักสูตรผลไม้ พรมให้พอชื้น เพื่อลดฝุ่น

4. การปั้นเม็ดโดยการใช้ปุ๋ยหมักผสมน้ำหมักชีวภาพ แล้วจึงนำเข้าเครื่องอัด ข้อดีของการอัดเม็ดคือ ลดการเป็นฝุ่น ใช้งานได้สะดวก และเพิ่มมูลค่าทางการตลาด

5. การผึ่งให้แห้งและบรรจุ หลังจากปั้นเป็นเม็ดได้ตามขนาดที่ต้องการแล้ว นำมาผึ่งให้แห้ง ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ข้อดี คือ ทำให้สามารถเก็บปุ๋ยได้นานขึ้น