วัฒนธรรม — May 15, 2012 11:10 am

ทำความรู้จัก : หนองโรง

Posted by
  • CevherShare

เรื่อง นทธี ศศิวิมล

เปิดใจนายกฯ

ก่อนจะแวะเข้าบ้านใครก็ต้องมาทำความรู้จักเจ้าของบ้านกันก่อน เรามาพูดคุยทำความ รู้จักนายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโรงกันดีกว่า

นายกอบต. สุวรรณ์วิชช์ เปรมปรีดิ์ หรือชื่อเล่นน่ารักว่า ‘ท่านนายกฯ นะจ๊ะ’ ได้กล่าวต้อนรับทักทาย และพูดคุยกับเราเกี่ยวกับ ตำบลหนองโรงคร่าวๆ ก่อนที่เราจะเข้าที่พักและออกเยี่ยมชมที่ต่างๆ

ก่อนพูดคุย นายกฯ ต้อนรับเราด้วยขนมตาลฝีมือกลุ่มแม่บ้าน และน้ำฝางเย็นชื่นใจ น้ำฝางนี้เป็นน้ำสมุนไพรต้มจากแก่นไม้ฝาง มีสรรพคุณบำรุงหัวใจ รสชาติชุ่มคอ หวานกลมกล่อม (รสคล้ายน้ำมะพร้าว แต่กลิ่นหอมกว่า)

ท่านนายกฯ เล่าว่า เมื่อก่อนที่หนองโรงนี้มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์มาก แต่จากเมื่อก่อน 7,000 กว่าไร่ เดี๋ยวนี้เหลือเพียงพันไร่เศษๆ เพราะมีการบุกรุกทำลายมาก แต่ด้วยการต่อสู้ของคนในชุมชน ทำให้สามารถรักษาพื้นที่ป่าพันไร่เศษนี้ไว้เป็นพื้นที่ป่าชุมชนได้

ป่าชุมชนของหนองโรงนี้ เป็นทั้งแหล่งรายได้ แหล่งอาหารให้ชาวชุมชน และปัจจุบันยังสามารถต่อยอดผ่านกระบวนการความรู้ ความคิดต่างๆ เกิดเป็นกลุ่มอาชีพได้มากมาย และช่วยให้ชาวบ้านสามารถพึ่งตนเองได้ ยืนได้ด้วยขาของตนเอง ไม่ต้องแบมือรอขอความช่วยเหลือจากใคร จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ให้หลายพื้นที่เข้ามาศึกษาดูงานอีกด้วย

กลุ่มอาชีพทุกกลุ่มที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงแหล่งรายได้แต่ยังเป็นแหล่งรวมจิตใจคนให้รู้จักการทำงานร่วมกัน รู้จักการเอื้อเฟื้อเอื้ออาทรกัน เสียสละ ปลูกฝังให้เด็กๆ ที่ร่วมกิจกรรมรู้จักการใช้ประโยชน์จากของที่มีอยู่รอบตัวซึ่งนั่นสำคัญกว่าเงินทองเสียอีก

ถามว่าชุมชนหนองโรงนี้เป็นชุมชนเก่าแก่ และมีผู้คนหลายช่วงอายุ หลายความคิด ‘นายกฯ นะจ๊ะ’ มีปัญหาในการทำโครงการใดๆ หรือไม่ และจัดการอย่างไร

ท่านนายกฯ ตอบว่า ที่นี่เคารพความคิดของทุกคน เพราะฉะนั้นหากจะทำโครงการใดๆ ที่มีผลต่อชุมชนหรือชาวบ้าน จะต้องมี การระดมความคิดมีเวทีหารือร่วมกันในคนทุกกลุ่มทุกช่วงอายุ ก่อนที่จะลงมือทำจริง บางเรื่องบางโครงการคุยกันไม่ลงตัว ก็ต้องคุยซ้ำๆ เป็นสิบครั้ง ก็ต้องคุยเพื่อที่จะได้ข้อสรุปที่ทุกคนยอมรับได้

นอกจากนี้ยังให้โอกาสทุกคนได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน เพื่อให้เขามีความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการนั้นร่วมกัน กระตือรือร้นที่จะ ขับเคลื่อน และพัฒนาด้วยตัวของเขาเอง เพราะที่นี่จะเน้นการพึ่งตัวเองให้มากที่สุด และพึ่งรัฐน้อยที่สุด

“งบประมาณที่รัฐช่วยนั้นก็มี แต่หากไม่รู้จักบริหาร ไม่รู้จักใช้มันก็ไม่มีวันพอ ต้องรู้จักจัดการตนเอง รู้จักต้นตอของปัญหา จะได้รู้ว่าควรแก้ไขอย่างไร เช่นการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ใช้แมลงสู้แมลง การทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงการทำกองทุนต่างๆ เพื่อช่วยเหลือกันเองเวลาเดือดร้อน

“หรือปัญหายาเสพติดปัญหาการมั่วสุมของเยาวชน ก็จัดให้เขามีโอกาสร่วมกิจกรรมกับผู้ใหญ่ทั้งเรื่องการส่งเสริมอาชีพให้เขา ทำขนม ประดิษฐ์ของขาย มีรายได้ให้ครอบครัว หรือหัดเล่นรำเหย่ย หัดเพลงพื้นบ้านไว้ออกงาน ก็เป็นการฝึกให้เขาใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้

“เยาวชนบางกลุ่มยังเข้าร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ป่าชุมชน เขาเดินเข้าไปนี่ เขารู้หมดเลยนะว่านี่ต้นอะไรบ้าง ต้นไหนกินได้ ไม่ได้ ต้นไหนเป็นยา เขารู้จักวิธีป้องกันไฟป่า วิธีสร้างแนวกันไฟ เล็กสุดนี่ระดับป.3 เราก็จัดเข้าค่ายเยาวชนรักป่าแล้ว ซึ่งก็เป็นการปลูกฝังเขาตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นจิตสำนึกในเรื่องการดูแลป่าก็จะติดตัวเขาไปด้วย” นายกฯ อบต.หนองโรงเล่า

คำถามสุดท้ายก่อนที่เราจะขอตัวลาท่านนายกฯ ไปพักผ่อน คือการที่ท่านเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีผลงานมาก และเป็นที่รักของคนในชุมชนขนาดนี้ คิดจะพัฒนาอนาคตทางการเมืองไประดับประเทศบ้างหรือไม่ นายกฯ ยิ้มๆ แล้วว่า

“การเมืองใหญ่มันทำให้ชุมชนเข้มแข็งไม่ได้” นายกฯ อบต.หนองโรงตอบ และเสริมว่า

“การได้อยู่ติดดินติดชาวบ้านติดชุมชนทำให้เราได้รับรู้ปัญหาที่แท้จริงของชุมชน รู้ว่าจะแก้ไขและพัฒนาไปได้อย่างไร ผมทำงานตรงนี้ ได้มีโอกาสผลักดันให้เกิดการแก้ไข และพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมมากกว่า ผมคงยังไม่คิดไปไหนหรอกครับ”

รู้จักหนองโรง

นาทีนี้ถ้าถามใครสักคนว่าอยากไปเที่ยวเมืองกาญจน์ ต้องไปไหน มีหวัง ต้องเจอคำตอบยอดนิยมอย่าง สังขละบุรี น้ำตกเอราวัณ น้ำตกไทรโยคน้อย-ใหญ่ สุสานสัมพันธมิตร สะพานข้ามแม่น้ำแคว ด่านเจดีย์สามองค์ ฯลฯ แหมก็…ไม่ได้ว่าไม่ดี แต่ที่เที่ยวเหล่านั้นพวกเรา รู้จักคุ้นหูกันมาแต่เล็กแต่น้อยแล้ว ไม่อยากลองเปลี่ยนมุมดูบ้างเหรอ

ลองหมุนเข็มทิศไปอีกไม่กี่องศา ไม่ไกลจากตัวอำเภอ พนมทวน มีตำบลน่ารักแห่งหนึ่งซุกตัวเงียบๆ ง่ายๆ รอผู้เข้ามาเยี่ยมเยือนที่ต้องการพักผ่อนหรือเปิดหู เปิดตา เปิดใจ รับความรู้มุมมองใหม่ๆ มารู้จักกับ ‘ชาวหนองโรง’ ผู้มีใจเป็นเครื่องนำทางในการดำเนินชีวิต ใจดี จริงใจ ใจกล้า ใจเย็น ใจเข้มแข็ง ใจเด็ด ใจกว้าง และอีกหลายๆ ใจ ที่ผลักดันให้ชุมชนพัฒนาล้ำหน้าชุมชนอื่นๆ ไปได้อย่างรวดเร็ว

คนที่อยู่กับป่าอย่างรู้จักและเข้าใจ แล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนได้เต็มศักยภาพโดยที่ไม่ต้องทำลายป่าหรือทำให้เสียสมดุลธรรมชาติอีกด้วย เขาทำได้อย่างไรกัน น้ำใจของชาวชุมชนที่กล้าหาญ เข้มแข็งและเสียสละ ทำให้ชุมชนแห่งนี้ได้รับอะไรตอบแทนมาบ้าง หากท่านยังไม่เข้าใจคำว่าจิตสาธารณะ ชาวชุมชนหนองโรง จะเป็นผู้แนะนำให้ท่านได้รู้จักอย่างเป็นรูปธรรม

โฮมสเตย์บรรยากาศทุ่งนาเขียวขจีสุดสดชื่น วิวสุดงาม อาหารพื้นบ้านสุดอร่อยมีเอกลักษณ์ที่หากินที่อื่นไม่ได้ ขนมพื้นบ้านไทยที่เรารู้จักรสชาติจากร้านค้าหรือหาบเร่ข้างทาง หากได้กินสดๆ อุ่นร้อนจากเตานึ่ง กลิ่นและรสของขนมนั้นจะละมุนลิ้นขนาดไหน แล้วยังการต้อนรับแบบอบอุ่นเป็นกันเองของเจ้าของบ้านและเด็กๆ มิพักต้องพูดถึงราคา ที่ถูกจนต้องตกใจ

ถ้ายังไม่เคยรู้ต้องมารู้ ถ้ายังไม่เคยเห็นต้องลองมาเห็น ถ้ายังไม่เคยชิมต้องลองมาชิม ลูกตาลทำอะไรได้มากกว่าขนมตาลและมากกว่าที่เราคิดจนต้องอึ้งและทึ่ง เก้าอี้เอนนอนที่ไม่ใช่หวายสาน ไม่ใช่โซฟาบุหนัง ไม่ใช่ไม้เนื้อแข็ง แต่มาจากของเหลือใช้ในชุมชน สิ่งนั้นคืออะไร สมุนไพรสลับสีสวยงามที่มารวมกันอยู่ในข้าวเกรียบ ทั้งสวยทั้งอร่อยทั้งได้คุณค่าจากสมุนไพรธรรมชาติ สนามฟุตบอลแย้เป็นอย่างไร จะมีแย้ออกมาเตะบอลหรือไม่ กระบอกไม้ไผ่แปลงร่างเป็นเปลนอนได้เคยเห็นไหม ดอกไม้ที่ไม่ใช่ดอกไม้แต่สวยกว่าดอกไม้…เอ๊ะยังไง

คนที่ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น เจ็บเรื้อรังตรงไหน แล้วเคยคิดว่า อยากเจอใครสักคนที่เข้าใจเรา แบบว่าจับๆ แตะๆ แล้วอาการดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ก็มีคนที่อยากจะแนะนำให้รู้จัก รับรองไม่ทำให้ใครผิดหวัง ของฝากหรูเริ่ดอลังการฝีมือชาวหนองโรง หรูขนาดที่คนที่ได้รับเปิดกล่องมาเห็นแล้วต้องตาลุกวาว แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด สิ่งนั้นจะเป็นอะไร

โฆษณากันออกนอกหน้าขนาดนี้แล้ว พอจะสนใจ กันบ้างหรือยัง นี่แค่ตัวอย่างพอเรียกน้ำย่อย ถ้าอยากรู้ รายละเอียดก็ลองติดตามกันดู

ก่อนที่จะรู้ส่วนลึกส่วนลับของหนองโรง เรามาทำความรู้จักกับตำบลนี้กันคร่าวๆ ก่อนแล้วกันนะ

ตำบลหนองโรง เป็นตำบลที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี ตำบลหนองโรงได้รับการยกฐานะเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล และมีฐานะเป็นนิติบุคคล และเป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2539

มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 6,452 คน มีพื้นที่ทั้งหมด ประมาณ 152 ตารางกิโลเมตร

จำนวนหมู่บ้านทั้งสิ้น 17 หมู่บ้าน ได้แก่

หมู่ที่ 1 บ้านหนองกระจันทร์ หมู่ที่ 2 บ้านห้วยสะพาน หมู่ที่ 3 บ้านหนองโรง
หมู่ที่ 4 บ้านหลุมหิน หมู่ที่ 5 บ้านห้วยด้วน หมู่ที่ 6 บ้านนาพระยา หมู่ที่ 7 บ้านวังรัก
หมู่ที่ 8 บ้านรางยอม หมู่ที่ 9 บ้านใหม่ หมู่ที่ 10 บ้านหลุมหินเหนือ หมู่ที่ 11 บ้านดอนเจริญ
หมู่ที่ 12 บ้านรางขบ หมู่ที่ 13 บ้านบ่อหว้าน้อย หมู่ที่ 14 บ้านดงพัฒนา
หมู่ที่ 15 บ้านหนองเสาธง หมู่ที่ 16 บ้านบำรุงรักษ์ หมู่ที่ 17 บ้านหนองสำโรง

สภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบและที่ราบเชิงเขา ประชากรมีอาชีพหลัก คือ  ทำนา  ทำไร่มันสำปะหลัง และเลี้ยงสัตว์ อย่างวัวไล่ทุ่ง และยังมีแหล่งประโยชน์ที่เป็นพื้นที่สาธารณะหรือป่าชุมชนจำนวน 25,000 ไร่

สภาพอากาศโดยทั่วไปอยู่ในเขตเงาฝน คือถูกขนาบด้วยเทือกเขาถนนธงชัย ทำให้แต่ละปีมีฝนตกในพื้นที่ไม่มากนัก แต่ก็มีธารน้ำไหลผ่าน หน้าร้อนอากาศร้อนจัด หน้าหนาวก็จะหนาวจัด เรามาถึงหน้าฝน ปรากฏฟ้าครึ้มๆ ลมพัดเย็นสบายกำลังดี และป่าชุ่มชื้นเขียว สบายตา

ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่าตำบลหนองโรงเป็นเส้นทางเดินทัพ และที่ตั้งพักค่ายของทหารสมัยกรุงศรีอยุธยา บางคนก็ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังเป็นที่ตั้งของค่ายทหารญี่ปุ่นอีกด้วย ปัจจุบันในตำบล ยังมีอนุสรณ์ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเป็นแหล่งศึกษาดูงานมากมาย เช่น  โบสถ์ เจดีย์ ฯลฯ

เดิมตำบลหนองโรงเป็นหมู่บ้านในเขตการปกครองของตำบลพนมทวน อำเภอพนมทวน มีหมู่บ้านเพียง 3 หมู่บ้าน หมู่ที่ 1 บ้านห้วยสะพาน หมู่ที่ 2 บ้านหนองโรง หมู่ที่ 3 บ้านหลุมหิน ต่อมาปี พ.ศ. 2490 ได้มีการแบ่งเขตตำบลเพิ่มเติม และตั้งชื่อตำบลตามชื่อหมู่บ้าน ได้แก่ บ้านหนองโรง หมู่ที่ 2 เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดา 3 หมู่บ้าน เมื่อแยกตำบลจึงตั้งชื่อว่า ‘ตำบลหนองโรง’

การเดินทางไปตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน อย่าเรียกว่าไม่ยากเลย เพราะมันง้ายง่าย ถ้าขับรถไปเองหรือติดรถใครไปก็เดินทางไปตามเส้นทางถนนบรมราชชนนี เลี้ยวเข้าถนนเพชรเกษม ไปทางอำเภอกำแพงแสน หรือจะใช้เส้นเพชรเกษมโดยตรงก็ แล้วแต่สะดวกจนถึงกำแพงแสน มองป้ายไปยังพระแท่น จากพระแท่นขับรถไปราวสิบถึงสิบห้านาทีก็ถึงแยกบ้านห้วยสะพาน  แยกนี้เอง ณ ฝั่งตรงข้ามถนนจะพาเราไป ยังที่ทำการ อบต.หนองโรง

แต่ถ้าต้องการรถโดยสารก็มีทั้งรถบัส (บขส.) รถทัวร์ รถตู้ รถประจำทาง ออกทุกครึ่งชั่วโมง หลายยี่ห้อ หลายสำนัก ทั้ง ป.1 ป.2 ทั้งขาออกจากกรุงเทพฯ ไปเมืองกาญจน์ หรือขาออกจากกาญจน์กลับกรุงเทพฯ สามารถเลือกขึ้นรถได้ตามสถานีที่สะดวก ทั้งที่สถานี ขนส่งผู้โดยสารสายเหนือ(หมอชิตใหม่) สถานีขนส่งผู้โดยสารสายใต้ (สายใต้ใหม่บรมราชชนนี) คิวรถตู้ที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

แต่ถ้าจะให้แนะนำที่สะดวกสบาย และรวดเร็วที่สุด น่าจะเป็นรถตู้โดยสาร เพราะมีให้เลือกขึ้นได้หลายที่กว่า และจอดแวะส่งเราตรงจุดที่ต้องการได้ สนนราคารถตู้ราว 100-150 บาทแล้วแต่ว่าขึ้นจากตรงไหน ถึงเวลารถออก ก็ออกเลยไม่ต้องรอคนเต็มรถ

เมื่อออกเดินทางแล้วให้บอกกับคนขับว่า ลงที่แยกบ้านห้วยสะพาน คนขับรู้จักทุกคัน เพราะเป็นจุดจอดรถที่มีคนรอขึ้นลงประจำ ถ้าออกจากกรุงเทพฯ จะเข้าอำเภอพนมทวนและตำบลหนองโรงก่อนถึงอำเภอเมืองกาญจนบุรีเสียอีก ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดราวไม่ถึง 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง (เร็วกว่านั่งรถเมล์จากบางนาไป เยาวราชเสียอีก)

เมื่อไปถึงแล้วสำรวจแผนที่สถานที่ที่ต้องการไปได้จากแผนที่ในที่ทำการ อบต. และยังสามารถเลือกที่พักประเภทโฮมสเตย์ได้จากที่นี่ เลือกทำเลที่ตั้ง ขนาด ห้องพัก หรือรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ที่ต้องการได้เลย (แต่ทางที่ดีควรโทรจองก่อนเพื่อจะได้แน่ใจว่าห้องพัก ที่มีรายละเอียดอย่างที่เราต้องการยังมีให้บริการในวันที่เราจะไป)