ข่าวสาร — March 19, 2012 9:10 am

ลมหายใจแห่งล้านนา

Posted by
  • CevherShare

 

เรื่อง : วีรวรรณ ศิริวัฒน์

เมื่อพูดถึงวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ ที่ยังกรุ่นไออดีตอยู่ตลอดมา วัฒนธรรม ภูมิปัญญา ถูกสั่งสมมาและถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้อดีตกับปัจจุบัน มีเครื่องมือร้อยเรียงเรื่องราวเข้าหากันโดยไม่ต้องนั่งยานย้อนเวลากลับไปสำรวจ หรือไปนั่งสนทนารำลึกอดีตกันแต่เพียงในพิพิธภัณฑ์

เราถาม เต้ย ผู้นำทางของเรา ถึงความรู้เก่าแก่ในชุมชน และใครสักคนที่เป็น ‘ปราชญ์ชาวบ้าน’

“ที่ ‘ผะหญาล้านนา’ ครับ” คำตอบกลับมาเป็นชื่อประหลาดๆ จนเราต้องไปดูด้วยตัวเอง

ผะหญาล้านนา

‘จิตดี กายดี ชีวิตดี’ คือคำนิยามที่ ลุงนิคม พรหมมาเทพย์ ให้ เมื่อเราถามถึงผะหญาล้านนา

ผะหญาล้านนา หรือ ภูมิปัญญาแห่งล้านนา

ที่นี่คือ ศูนย์สุขภาพ สถานพยาบาลโบราณ โรงเรียนภาษาคำเมือง และสวนสมุนไพร

บนเนื้อที่ 3 ไร่ ข้าราชการบำนาญ ปัจจุบันเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสภาวัฒนธรรมจังหวัด และอาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต ลงทุนด้วยเงินของตัวเองทุกบาททุกสตางค์ คร่าวๆ ว่าเป็นจำนวน 7 หลัก เพื่อเปิดสถานที่นี้เป็นโรงเรียนสอนวิถีแห่งล้านนา

ลุงนิคมชวนเราไปนั่งบนม้านั่ง มีหินหยกวางอยู่บนโต๊ะ และหินที่ลุงนิคมบอกว่าเป็นแร่เหล็กไว้วางเท้า เป็นความเชื่อด้านพลังการบำบัดจากธรรมชาติ เรานั่งคุยกันที่นี่ ขณะที่มือยังคงลูบไปมาอยู่ที่หินก้อนหนึ่งบนโต๊ะ

หินหยกก้อนนี้ ชื่อของมันเหมือนมีความนุ่มละมุนซ่อนอยู่ในก้อนธาตุบริสุทธิ์ ส่วนหินเหล็กนั้นแข็งสีดำมันวาว และเยือกเย็นสงบ

สมัยยังทำงานเป็นศึกษานิเทศน์ ลุงนิคม พบว่า เด็กนักเรียนในสมัยนี้ขาดความรู้เกี่ยวกับวิถีชาวบ้านอย่างตัวอักษรล้านนา ศิลปะต่างๆ ที่เป็นของดั้งเดิม ไม่เคยได้ถูกบรรจุอยู่ในหลักสูตร หากทิ้งไว้ สักวันหนึ่ง ล้านนาจะกลายเป็นตำนานที่ตายสนิท

ลุงนิคมเลือกที่จะเปิดหลักสูตรนอกโรงเรียนของตัวเองขึ้น

“หลังเกษียณ ก็เลยมาตั้งแหล่งเรียนรู้สอนทุกอย่าง ตั้งแต่ภาษา วรรณกรรม ตัวเมืองอักษรล้านนา ค่าว กะโลง (บทกลอนล้านนา) ศิลปะการฟ้อนดาบฟ้อนเชิง” ลุงนิคม เล่าที่มาของผะหญาล้านนาอย่างภาคภูมิใจ

ลูกน้องของป่า ธรรมชาติบำบัด

“สมุนไพรคือลูกน้องป่า” ลุงนิคม เดินนำเราไปสู่สวนสมุนไพร

จากการศึกษาวิชาเภสัชกรรมพื้นบ้านของล้านนามานาน ทำให้ลุงนิคมนำเอาวิชาแพทย์แผนไทยตำรับล้านนาโบราณมาใช้รักษาคน และถ่ายทอดเป็นวิชาความรู้

ห้องอบสมุนไพรอยู่ในส่วนหนึ่งของ ‘โรงอวยยา’ ซึ่งเป็นสถานที่รักษาและให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพร เป็นบริการหนึ่งที่มีคนมาใช้บริการอยู่ตลอด

ลุงนิคมจะคัดเอาสมุนไพรสดๆ มาต้มด้วยหม้อที่มีการควบคุมแรงดันอยางดี ก่อนจะปล่อยไอเข้าสู่ห้องอบ ทำให้ห้องที่เต็มไปด้วยกรวดหินนวดเท้าฟุ้งไอน้ำที่มีสรรพคุณมากมาย

“หอมไหม” ลุงนิคมเชื้อเชิญให้เข้าไปดมควันสมุนไพรที่เริ่มจางลง เพราะมีลูกค้าใช้บริการไปเมื่อชั่วโมงที่แล้ว เราพยักหน้าเพราะกลิ่นนั้นยังไม่จืดไปเสียทีเดียว

ความรู้เรื่องนี้ ลุงนิคม ศึกษามาจากปั๊บสา หรือสมุดหนังสาของคนล้านนาสมัยโบราณ ที่บันทึกด้วยตัวอกษรล้านนา แต่ผลที่ได้ไม่ต่างกับการอบสตีม หรือซาวน่าในฟิตเนส

สารพัดโรคถูกพัดพาให้ระเหยไปพร้อมกับไอน้ำ

อีกหนึ่งการรักษาตามความเชื่อล้านนา คือ ไม้ฟ้าผ่า โดยการนำไม้จากต้นไม้ที่โดนฟ้าผ่าตายมาแกะสลักเป็นมีด ใช้ขับไล่โรคร้าย คุณไสย และสิ่งอัปมงคลออกจากตัว มีทั้งขนาดใหญ่เท่ามดจริงๆ และขนาดย่อมลงมาจนถึงมีดไม้จิ๋วเท่าพวงกญแจ ที่นิยมใช้เป็นเครื่องราง

บนทางเดินไปสู่สวนสมุนไพร ลุงนิคมให้เราถอดรองเท้าออก เพราะทางเดินนั้นเป็นทางเดินที่โรยด้วยกรวดเม็ดเล็กๆ ใช้สำหรับการนวดเท้า คนกรุงเท้าบางอย่างเราจึงเจอกับการทดสอบ

ระยะทางเพิ่ม เท้าเริ่มเจ็บจากขนาดเม็ดกรวดที่ใหญ่ขึ้น แต่ก็รู้สึกสบายและเย็นอย่างประหลาด อาจเป็นเพราะเมฆฝนเพิ่งมาถึงก่อนหน้าเราไปไม่นาน

ระหว่างที่เท้าเราบดอยู่กับเม็ดกรวด ลุงนิคมพาเราชมแปลงปลูกสมุนไพรใหญ่น้อยของลุง ที่ปลูกสะสมมากว่า 10 ปี ทั้งแปลงที่ปลูกไว้ในดิน และสมุนไพรที่อาศัยกระถางเป็นที่อยู่ ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่จำนวนมาก ที่คอยกรองแสงเป็นร่มเงาอ่อนๆ   ทำให้เหล่าลูกน้องของป่าเหล่านี้เติบโตอยู่ในบรรยากาศใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด

หลายชนิดเป็นสมุนไพรที่คุ้นตา อย่างน้อยๆ ก็คุ้นชื่อ อย่าง มะกรูด ว่านชักมดลูก จนถึงต้นที่ไม่คุ้นแม้แต่ชื่ออย่าง โก๊ะก๊ะน่าน ต๋าเหิน แต่มีอย่างหนึ่งที่ดูสะดุดตา

ผลไม้มีขน สีส้มสด ห้อยอยู่เต็มหลังคาโรงเรือนสมุนไพร เป็นของแปลกในสายตาคนกรุง มีทั้งที่ยังสดติดต้นอยู่ แก่จัดจนร่วงหล่นลงมา

“ลูกฟักข้าว ต้องปล่อยให้แก่จัด ให้ข้างในเละ ควักเอาเม็ดออกมาหุงกินกับข้าว คนเป็นมะเร็งกินดี” ลุงนิคมอ่านความสงสัยของเราออก จึงบอกสรรพคุณของผลไม้หน้าตาประหลาดชนิดนี้

ชาปิ้งหินไฟ

แก้วชาใบเล็กถูกหยิบยื่นมาให้แขกผู้มาเยือน ดูเผินๆ มันก็เหมือนชาทั่วๆ ไป แต่ลุงนิคมบอกว่า ชานี้มีเฉพาะที่นี่ที่เดียว ลุงตั้งชื่อว่า ‘ชาปิ้งหินไฟ’ และจดลิขสิทธิ์เอาไว้แล้วเมื่อปี 2550

“ครั้งหนึ่ง เคยมีพระธุดงค์จากเมืองตองกี่ ประเทศพม่า ท่านนำหินจากป่ามาเผาไฟ ปิ้งใบสมุนไพรชงทำยา ท่านเป็นคนถ่ายทอดสูตรของชานี้ให้”

วิธีการทำชาสูตรนี้ คือนำหินมาเผาไฟให้ร้อนในเตาที่ออกแบบเอง ซึ่งลุงนิคมก็ได้นำมาปรับเปลี่ยนสูตร จากการใช้หินธรรมดาก็ใช้หินหยกแทน ลุงนิคมบอกว่า หยกคือหินบริสุทธิ์

จากนั้นเมื่อหินร้อนได้ที่แล้ว เอา ‘ใบฮ่อสะพายควาย’ สมุนไพรเมืองเหนือมาทาบ จนกลายเป็นใบแห้ง จากนั้นก็นำใบยาที่แห้งไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สำหรบชงชา เป็นกรรมวิธีการปิ้งสมุนไพรตามที่ได้รับการถ่ายทอดวิชามา

เชื่อว่าหินร้อนจะส่งพลังธาตุดินไปผสมกับตัวยาในใบสมุนไพร แล้วนำมาชงเป็นชา เป็นที่มาของ  ‘ชาปิ้งหินไฟ’

ด้วยเหตุผลเรื่อง ‘ธาตุ’ เพราะคนสมัยนี้เหยียบดินน้อย จึงได้รับธาตุดินน้อยลง

ชานี้มีสรรพคุณมากมาย ทั้งแก้อ่อนเพลีย เหน็ดเหนื่อยง่าย และบำรุงกำลัง ซึ่งคงเป็นประโยชน์สำหรับการเดินตะลุยโรงเรียนภูมิปัญญา ขนาด 3 ไร่แห่งนี้

ข่วงเจิง

นอกจากเรือนอวยยา และสวนสมุนไพรแล้ว ส่วนอื่นของบริเวณนี้ ยังคงเต็มไปด้วยลมหายใจที่มีกลิ่นล้านนา เรือนไม้แบบเก่าหลายหลังยังคงตั้งรอเราอยู่ มีตั้งแต่บ้านยันเล้าไก่

เรือนศิลปะล้านนา หรือ ข่วงเจิง เป็นเรือนไม้เก่ายกใต้ถุนสูง มีดาบไม้แขวนไว้ เป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่า เรือนหลังนี้เป็นสำนักสอนอะไร

มีรูปภาพแสดงท่าทางการรำดาบแบบต่างๆ โดยลุงนิคมเป็นนายแบบเอง มีชื่อของแต่ละท่ากำกับอยู่ใต้รูป เช่น บิดบัวบานดาบ  เกี้ยวเกล้า สาง เกิ๋นก่ายฟ้า ภาษาเหนือล้วนๆ

เพื่อไม่ให้เราจินตนาการเพลงดาบสายล้านนาไปเอง

“เคยเห็นฟ้อนดาบไหม” ลุงนิคม ถึงกับคว้าดาบไม้ลงมาแสดงฝีมือให้ดู

ครัวเลี้ยงด้วง

มีการจำลองครัวล้านนาเก่า ซึ่งเป็นเพิงศาลา มีเตาไฟ หม้อนึ่ง หม้อดินเผา กระบวยน้ำ วางเรียงราย พร้อมอุปกรณ์เครื่องครัวที่ทำจากไม้ และเครื่องสานแขวนอยู่เต็มไปหมด ด้านบนของครัวเล็กๆ นี้ เป็นเพดานระแนงไม เพื่อไว้วางพริก กระเทียม หรืออาหารแห้ง เพื่อให้ความร้อนจากเตาไฟช่วยถนอมอาหารที่วางไว้ด้านบน

การหุงข้าวแบบล้านนา จะมี ‘ไม้ด้ามข้าว’  หรือ ไม้ที่ใช้คนข้าว คนอาหาร ทำจาก ‘ไม้เหมือดคน’ เพราะคุณสมบัติของไม้ชนิดนี้ จะใช้เป็นเครื่องทดสอบความเป็นพิษของอาหารแบบโบราณ เช่น แกงเห็ด หากใช้ไม้นี้คนแล้วกลายเป็นสีเขียว แสดงว่าเห็ดนั้นเป็นพิษ

ข้างๆ ครัวยังมีการแขวนอ้อยไว้เลี้ยงด้วงกว่าง ซึ่งลุงนิคมบอกว่า “เลี้ยงกว่างนี่ ล้านนาแท้ๆ เลย”

โฮงไฟผะหญา

เนื่องจากที่นี่มีสภาพเป็นป่าจำลอง สิ่งที่พบเห็นได้ง่ายพอๆ กับใบไม้ก็คือ ‘ยุง’

ในนี้ เราพบกับเครื่องมือซึ่งใช้ต้มเหล้า เป็นหม้อดินเผาสำหรบต้ม มีที่สำหรบวางกระทะใส่น้ำเย็นไว้ด้านบน ให้ไอน้ำกลั่นตัวเป็นไอ มีกรวยรองรับใส่ภาชนะอีกทอดหนึ่ง สมัยก่อนชาวบ้านใช้กลิ่นแอลกอฮอล์ หรือเหล้าเถื่อน

วิธีการไล่ยุงของลุงนิคมคือ นำอุปกรณ์ต้มเหล้าที่ว่ามาเปลี่ยนแนวคิดใหม่ โดยการนำหม้อนี้มากลั่นน้ำตะไคร้หอม ซึ่งน้ำกลั่นตะไคร้ที่ได้มา ใช้กินแก้ท้องอืดได้ ทากันยุงก็ดี

และที่นี่ เราก็ได้เห็นเตาประหลาดเรียงรายไปด้วยหิน ใช้สำหรับปิ้งสมุนไพร หรือชาปิ้งหินไฟที่เราได้ดมกันไปแล้ว

ในเตาไฟของเรือนนี้ ลุงนิคมยังเผาใบตะไคร้ไว้ไล่ยุงตลอดเวลา

เฮือนฝาไหล

ถัดไปไม่ไกลคือ เรือนฝาไหล เป็นสถานที่เรียนภาษาล้านนา มีผลงานที่นักเรียนหลายระดับชั้นมาเขียนไว้มากมาย กระดาษแผ่นใหญ่ มีร่องรอยการฝึกหัดขีดเขียนกะโลงเต็มแผ่น และรูปภาพแสดงวิถีชีวิตของคนสมัยก่อน ด้านบนเป็นพิพิธภัณฑ์เล็กๆ ส่วนตัวของลุง

ลายมือภาษาคำเมืองของลูกศิษย์ระดับด็อกเตอร์ก็เป็นภาพประดับเรือนฝาไหล ที่ลุงนิคมแสนจะภูมิใจ

พิพิธภัณฑ์ส่วนตัว

พิพิธภัณฑ์ด้านบนเป็นที่รวมประวัติของลุงนิคม รูปถ่ายตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม ของสะสมของลุงเอง หนังสือ พระเครื่อง ตำราโหราศาสตร์ แท่นหอกดาบ ปืน เครื่องดนตรเก่า

เรือนนี้สร้างตามแบบเรือนล้านนาโบราณ มีหม้อน้ำไว้รับแขก หน้าประตูมีหำยนต์สำหรับกันผี มีช่องสำหรบมองว่าใครไปใครมาอยู่ เป็นผนังและพื่นที่เปิดได้

ว่ากันว่า คนล้านนาสมัยก่อน ไม่ได้เปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนง่ายๆ จนกว่าจะดูจนรู้ว่า คนนั้นเป็นมิตร

ฝาเพดานนั้นมี 2 แบบ คือ ‘ควั่น’ เป็นตารางระแนง กับ ‘เทิง’ เพดานทึบ ใช้เก็บของใช้ในลักษณะที่ต่างกัน มีบันไดพาดเพื่อปีนขึ้นไป

แต่เรือนนี้เป็นแค่เรือนพัก โครงการต่อไปของลุงนิคมคือ สร้างเป็นเรือนล้านนาขึ้นมาสักหลัง

เสียงไก่ขันมาแต่ไกล เราเดินไปดูที่ต้นเสียง เล้าไก่ขนาดย่อมๆ ลุงนิคมอธิบายความเชื่อเรื่องไก่ขัน เช่น ตี 2 ‘ไก่ขันตั้ง’ คนรีบตื่นมาเตรียมของเดินทาง ‘ไก่ขันเลย’ จะปลุกคนตื่นมาทำกับข้าว หรือไปกาด เป็นนาฬิกาธรรมชาติที่คนชนบทใช้กันมาตั้งแต่โบราณแล้ว

เราเพิ่งสังเกตเห็นว่า มีหัวกะโหลกควายแขวนอยู่ จากคำอธิบายของลุงนิคม ทำใหเรารู้ว่า นั่นไม่ใช่เครื่องประดับเพื่อความเก๋

“วัวควายตายแล้วยังเหลือเขา เหลือหนังให้เรา แต่คนตายแล้วไม่เหลืออะไรเลย”

นั่นคือคำสอนก่อนจากกัน ของปราชญ์ล้านนา

  • PieakKridtapoj

    ดีครับ

    • Jo-josung

      ขอรบกวนแก้ไขนามสกุลให้คุณลุงหน่อยค่ะ พรหมมาเทพย์ มี “ม” อีกตัว ขอบพระคุณที่เผยแพร่เร่ืองราวของคุณลุงด้วยค่ะ

      • Punsook

        แก้ให้แล้วนะครับ